
เปิดแผน เลขาฯ กอช. คนใหม่ ปลดล็อกการออม สร้างหลักประกันการเงิน
เลขาธิการ กอช. คนใหม่ ‘‘เพ็ชร ชินบุตร’ เปิดแผนปลดล็อกการออมคนไทย ดัน “สลาก กอช.” เปิดขายปลายปี ตั้งเป้าสมาชิกใหม่ 140,000 ราย ศึกษาโมเดลถอนเงินออม 60:40 ก่อนเกษียณ
KEY
POINTS
- ผลักดันโครงการ “สลาก กอช.” ตั้งเป้าเปิดขายภายในปลายปี 2569 เพื่อจูงใจให้คนออมเงินมากขึ้น
- ศึกษาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมได้สูงสุด 40% ก่อนอายุ 60 ปี เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือเป็นทุนประกอบอาชีพ
- มีแผนเชื่อมโยงข้อมูลการออมกับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สมาชิก
- ตั้งเป้าปรับบทบาท กอช. จากกองทุนเพื่อการเกษียณสู่การเป็นเครื่องมือสร้างหลักประกันทางการเงินตลอดช่วงชีวิต
“เพ็ชร ชินบุตร” เลขาธิการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คนใหม่ เปิดแผนยกระดับการออมคนไทย เร่งผลักดัน “สลาก กอช.” เปิดขายปลายปีนี้ ตั้งเป้าดึงสมาชิกใหม่ 140,000 ราย พร้อมศึกษาปรับกฎหมายเปิดทางถอนเงินออมได้สูงสุด 40% ก่อนเกษียณ และเชื่อมข้อมูลการออมสู่การขอสินเชื่อ หวังเปลี่ยน กอช. จากกองทุนวัยเกษียณสู่เครื่องมือสร้างหลักประกันทางการเงินตลอดช่วงชีวิต
ปักธง “สลาก กอช.” เปิดขายปลายปี
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ยังขาดหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณ ส่งผลให้ “กองทุนการออมแห่งชาติ” (กอช.) กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างวินัยการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน
นายเพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการ กอช. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า ภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกคือการผลักดันโครงการ “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะจูงใจให้แรงงานนอกระบบและคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบการออมมากขึ้น
ปัจจุบัน กอช. อยู่ระหว่างทบทวนรายละเอียดโครงการภายใน 60 วัน ทั้งด้านกฎหมายลำดับรอง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รูปแบบการจำหน่าย การบริหารเงินรางวัล และงบประมาณ เพื่อให้พร้อมดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะเสนอรายละเอียดต่อกระทรวงการคลังภายในเดือนสิงหาคม ก่อนเปิดจำหน่าย “สลาก กอช.” อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2569
“สิ่งสำคัญคือการเตรียมระบบหลังบ้านให้พร้อมที่สุด เพื่อให้เมื่อเปิดตัวแล้วสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ตั้งเป้าดึงสมาชิกใหม่ 1.4 แสนรายในปี 2569
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการขยายฐานสมาชิก กอช. ให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบัน กอช. มีสมาชิกสะสมมากกว่า 2 ล้านราย โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีสมาชิกใหม่ประมาณ 20,000 ราย ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังต้องเร่งเพิ่มสมาชิกอีกกว่า 120,000 ราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งปีที่ 140,000 ราย
นายเพ็ชรยอมรับว่า เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เชื่อว่าสามารถทำได้ หากสร้างความเข้าใจให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เห็นถึงความสำคัญของการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย
“ยิ่งเริ่มออมเร็ว ผลตอบแทนในระยะยาวก็ยิ่งมาก เราต้องทำให้การออมเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต”
ศึกษากฎหมายใหม่ เปิดทางถอนเงินออมก่อนเกษียณ 40%
เลขาธิการ กอช. ยังมีแนวคิดปรับรูปแบบการออมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชนยุคใหม่ หลังมองว่าการต้องฝากเงินต่อเนื่องหลายสิบปีโดยไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้จนถึงอายุ 60 ปี อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป กอช. จึงอยู่ระหว่างศึกษาการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมบางส่วนก่อนวัยเกษียณ ภายใต้แนวคิด “60:40”
โมเดลดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกสามารถถอนเงินสะสมได้ไม่เกิน 40% เพื่อนำไปใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือนำไปเป็นเงินทุนประกอบอาชีพและต่อยอดธุรกิจ ส่วนอีก 60% จะยังคงเก็บไว้เป็นเงินบำนาญหลังเกษียณ ซึ่งแนวคิดนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก ก่อนจะสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป
เชื่อมข้อมูลการออมสู่สินเชื่อ เพิ่มสิทธิประโยชน์สมาชิก
กอช. ยังเตรียมต่อยอดสิทธิประโยชน์ให้สมาชิกได้รับมากกว่าการออมเพื่อวัยเกษียณ โดยอยู่ระหว่างศึกษาการเชื่อมโยงข้อมูลการออมกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน เพื่อนำประวัติการออมมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และยังมีแนวคิดให้สมาชิกสามารถกำหนดเงินออมเป็นมรดกแก่ทายาท หรือใช้เป็นเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจในกรณีเสียชีวิต เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการออมระยะยาว
นายเพ็ชรกล่าวว่า หากผู้ปกครองเริ่มออมให้บุตรหลานตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็สามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้เป็นทุนตั้งต้นประกอบธุรกิจ ขณะที่ประวัติการออมยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย
ยกระดับ กอช. สู่ “หลักประกันทางการเงินตลอดชีวิต”
สำหรับเป้าหมายระยะยาว นายเพ็ชรต้องการปรับภาพลักษณ์ของ กอช. จากการเป็นเพียงกองทุนออมเพื่อวัยเกษียณ ไปสู่การเป็น “เครื่องมือสร้างหลักประกันทางการเงินตลอดช่วงชีวิต” โดยมองว่า การออมในยุคใหม่ไม่ควรเป็นเพียงการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของประชาชนในทุกช่วงวัย ทั้งการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงแหล่งทุน และการสร้างความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,215 วันที่ 5 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







