
เปิดโฉม ‘ดร.เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯกอช. คนใหม่ ภารกิจปฏิรูปการออมยุคใหม่
คลังไฟเขียว ‘ดร.เพ็ชร ชินบุตร’ นั่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ คนใหม่ มุ่งปฏิรูปการออมผ่านนวัตกรรม ผสานปรัชญาจีนและเทคโนโลยี บ่มเพาะบำนาญยั่งยืนให้แรงงานนอกระบบ 20 ล้านคนทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- ดร.เพ็ชร ชินบุตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ กอช. คนใหม่ โดยมีภารกิจสำคัญในการปฏิรูประบบการออมสำหรับแรงงานนอกระบบเพื่อรับมือสังคมสูงวัย
- รวมทั้งผลักดันนโยบาย "หวยเกษียณ" หรือ "สลาก กอช." ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนเงินซื้อสลากมาเป็นการออมในบัญชีส่วนตัว เพื่อจูงใจให้คนไทยออมเงินมากขึ้น
- มุ่งใช้วิสัยทัศน์ 5 ด้าน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อขยายฐานสมาชิกสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และฟรีแลนซ์
ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณของแรงงานนอกระบบได้กลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญยิ่ง
ล่าสุดวันที่ 2 มิ.ย.69 คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้มีมติแต่งตั้ง ดร.เพ็ชร ชินบุตร ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการ กอช. คนใหม่ โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นที่เรียบร้อย เพื่อสืบทอดภารกิจต่อจากนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ ที่ครบวาระไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569
การก้าวเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างยิ่งในฐานะ "มือบริหารยุทธศาสตร์" ที่จะเข้ามาใช้นวัตกรรมและการจัดการเชิงกลยุทธ์ปฏิรูประบบบำนาญภาคประชาชน
รากฐานพหุวิทยาการ: จุดบรรจบของภาษา เทคโนโลยี และการพัฒนาคน
ความโดดเด่นของ ดร.เพ็ชร เริ่มต้นจากพื้นฐานการศึกษาที่เป็นแบบพหุวิทยาการ (Interdisciplinary) ซึ่งผสมผสานศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
เส้นทางการศึกษาจบปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะต่อยอดในระดับปริญญาโทด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจากนิด้า (NIDA) และบรรลุคุณวุฒิสูงสุดระดับปริญญาเอก (Ed.D. และ Ph.D.) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จาก Victoria University ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา
ด้วยภูมิหลังนี้เองที่ทำให้ ดร.เพ็ชร มีกระบวนการคิดในการบริหารที่ไม่จำกัดเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมิติทางสังคม พฤติกรรมมนุษย์ และการใช้ระบบดิจิทัลมาลดอุปสรรคในการเข้าถึงระบบสวัสดิการของรัฐ
นอกจากนี้ยังผ่านการบ่มเพาะในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอย่าง วตท. รุ่นที่ 1 และหลักสูตรกรรมการ IOD ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน
เส้นทางอาชีพ: มือบริหารข้ามอุตสาหกรรม (Multi-Industrial Leader)
ก่อนจะรับภารกิจใน กอช. ดร.เพ็ชร ได้สร้างผลงานเชิงประจักษ์ในหลากหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศมาอย่างโชกโชน:
- ตลาดทุน: เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) และบริหารกองทุนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน
- อุตสาหกรรมอาหาร: ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ สถาบันอาหาร ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ครัวไทยสู่ครัวโลก" ยกระดับ SMEs ไทยสู่สากล
- เขตเศรษฐกิจพิเศษ: ในฐานะรองเลขาธิการ สำนักงาน EEC สายงานการลงทุน เขาเป็นผู้วางรากฐานการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัล
- โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน: เคยดำรงตำแหน่ง CEO ของ อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) บริหารโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบ (Water Grid) ในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก และบริหาร บริษัท พลังงานมหานคร ในกลุ่ม EA เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า
ถอดรหัสความคิดผ่านคอลัมน์ “เศรษฐ-สะกิด”: ประชาชนคือรากฐานของรัฐ
สำหรับผู้อ่าน "ฐานเศรษฐกิจ" ดร.เพ็ชร คือเจ้าของความคิดในคอลัมน์ "เศรษฐ-สะกิด" ที่นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจผ่านภูมิปัญญาจีนโบราณที่ลุ่มลึก โดยมีหัวใจสำคัญคือหลักการ "มิน เหวย ปัง เปิ่น" ที่แปลว่า ประชาชนคือรากฐานของรัฐ
จากงานเขียนของ ดร.เพ็ชรเชื่อมั่นว่ารัฐจะมั่นคงได้ต้องเริ่มจากความมั่นคงของประชาชนฐานราก การเพิ่มรายได้และหลักประกันทางการเงินแก่คนระดับล่างจึงไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ แต่เป็นยุทธศาสตร์สร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
นอกจากนี้ยังยึดถือหลัก "อี้จิง" ที่ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงคือสัจธรรม โดยมุ่งสร้างกลไกการปรับตัวเชิงระบบให้รวดเร็วเพื่อรองรับวิกฤต และยังเสนอแนวคิด "ยุทธศาสตร์ข้ามรัฐบาล" เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ไม่ถูกบั่นทอนโดยประเด็นทางการเมืองระยะสั้น
ด้วยจุดแข็งจากการผสมผสานความเชี่ยวชาญแบบก้าวข้ามอุตสาหกรรม (Interdisciplinary Advantage) และความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ควบคู่กับเทคโนโลยี การเข้ารับตำแหน่งของ ดร.เพ็ชร ชินบุตร จึงไม่ใช่เพียงการบริหารกองทุน แต่คือการนำ "ศาสตร์และศิลป์" มาปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการไทย เพื่อให้แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคนมีหลักประกันที่พึ่งพาได้ และขับเคลื่อนสังคมสูงวัยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างมั่นคง







