
'ประเสริฐ' กางแผนปฏิรูป ศธ. รื้องบรายหัวปี 71 ลดภาระครู-ดัน AI
'ประเสริฐ' กางแผนปฏิรูปการศึกษา รื้อสูตรจัดสรรงบรายหัวโรงเรียนใหม่ เริ่มนำร่องปี 2571 ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมแจงโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio วงเงิน 3,158 ล้านบาท ยังไม่เริ่มจัดซื้อจัดจ้าง ย้ำโปร่งใส ตรวจสอบได้
KEY
POINTS
- กระทรวงศึกษาธิการเตรียมปรับสูตรจัดสรรงบประมาณรายหัวใหม่ให้สะท้อนต้นทุนจริงของโรงเรียน โดยตั้งเป้าเริ่มนำร่องใช้ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
- เดินหน้านโยบาย "คืนเวลาให้ครู" โดยลดตัวชี้วัดการประเมินลงกว่า 71% และยกเลิกการประเมินที่ไม่จำเป็นในระดับโรงเรียน เช่น การประเมิน ITA และโครงการสถานศึกษาสีขาว
- ร่วมมือกับกระทรวงดีอีพัฒนา Digital ID และ AI Framework เพื่อสร้าง Single Platform ด้านการศึกษา และเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)
- วางโรดแมปยกระดับผลการประเมิน PISA ภายในปี 2029 เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยยืนยันว่าการใช้งบประมาณปี 2570 จะยึดหลัก "ลงทุนที่ตัวเด็ก คืนเวลาให้ครู และบริหารด้วยความโปร่งใส" ควบคู่กับการเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณรายหัว การลดภาระงานครู ไปจนถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้
แจงโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio วงเงิน 3.1 พันล้าน ยังไม่เริ่มจัดซื้อจัดจ้าง
นายประเสริฐ ชี้แจงกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (Digital Skill/Credit Portfolio) วงเงินรวม 3,158 ล้านบาท ว่าเป็นงบประมาณผูกพันระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2569-2573 ไม่ใช่งบประมาณที่จะใช้ทั้งหมดในปีเดียว
สำหรับปีงบประมาณ 2569-2570 ได้รับการจัดสรรงบประมาณจริง 640 ล้านบาท ก่อนมีการโอนงบประมาณบางส่วนออกไป ทำให้เหลืองบดำเนินงานจริง 465 ล้านบาท
นายประเสริฐ ยืนยันว่า โครงการยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
พร้อมย้ำว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ซ้ำซ้อนกับ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลแห่งชาติ (National Digital Learning Platform : NDLP) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องจากทั้งสองระบบมีบทบาทแตกต่างกัน โดย NDLP มุ่งพัฒนาสื่อการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง ขณะที่โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัล การวางแผนเส้นทางอาชีพ และระบบสะสมหน่วยกิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เตรียมปรับสูตรจัดสรรงบรายหัวใหม่ เริ่มนำร่องปี 2571
นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและออกแบบ สูตรจัดสรรงบประมาณรายหัวรูปแบบใหม่ ให้สะท้อนต้นทุนและบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่งมากขึ้น แทนการใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ
การปรับสูตรดังกล่าวมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีต้นทุนการจัดการศึกษาสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป พร้อมตั้งเป้าเริ่มนำร่องใช้ในปีงบประมาณ 2571 ก่อนขยายผลในระยะต่อไป
ย้ำเรียนฟรี เก็บเงินได้เฉพาะกิจกรรมนอกหลักสูตร
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา นายประเสริฐระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนว่า โรงเรียนสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้เฉพาะกิจกรรมหรือบริการที่นอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลาง และต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครอง
นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย "คืนเวลาให้ครู" ผ่านการปรับระบบประเมินโดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ใช้การปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ
มาตรการสำคัญ ได้แก่ การลดตัวชี้วัดการประเมินจาก 151 ตัว เหลือ 43 ตัว ลดลงกว่า 71.52% และมีผลบังคับใช้ทันที รวมถึงยกเลิก การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ในระดับโรงเรียนตั้งแต่ปี 2569 โดยคงไว้เฉพาะระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อลดภาระการจัดทำเอกสารของครู
นอกจากนี้ จะยกเลิกการใช้ โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เป็นตัวชี้วัดการประเมินผู้บริหารโรงเรียนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป แต่ยังคงดำเนินมาตรการดูแลนักเรียนผ่านกลไกอื่นที่ไม่ซ้ำซ้อน
ผนึก 3 กระทรวง สร้าง Single Platform เชื่อมการศึกษา-แรงงาน
กระทรวงศึกษาธิการจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อพัฒนา Digital ID และ AI Framework มุ่งสู่การเป็น Single Platform ด้านการศึกษา
พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน ผ่านระบบ National Credit Bank เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเทียบโอนหน่วยกิต และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
วางโรดแมปยกระดับ PISA รองรับเป้าหมายเข้า OECD
ด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้วางโรดแมปยกระดับผลการประเมิน โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment : PISA) ในปี 2029 ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ การยกระดับธรรมาภิบาล การประเมินสมรรถนะ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการบริหารจัดการ และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคต
นายประเสริฐ กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า งบประมาณปี 2570 ของกระทรวงศึกษาธิการจะยึดหลัก "ลงทุนที่ตัวเด็ก คืนเวลาให้ครู และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้" เพื่อให้ทุกเม็ดเงินงบประมาณสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพผู้เรียนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม






