
บิ๊กโปรเจกต์สร้าง 2 กระทรวงใหญ่สะดุด คมนาคมพับแผน มหาดไทยอืด
ชำแหละแผนก่อสร้างกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ และก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย สะดุด หลังคมนาคมพับแผนไม่มีงบ ส่วนมหาดไทยเจอตอความล่าช้า
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมได้ยกเลิกโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ย่านบางซื่อแล้ว เนื่องจากรัฐบาลไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการ
- โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยประสบปัญหาล่าช้ากว่าแผนอย่างหนัก สาเหตุหลักจากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน
- โครงการของกระทรวงมหาดไทยกำลังถูก 3 องค์กรตรวจสอบเข้าดูแลอย่างใกล้ชิด และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบอกเลิกสัญญา
กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นหนึ่งในกระทรวงระดับเอบวกของประเทศ ปัจจุบันทั้งสองกระทรวงนี้มีแผนที่จะก่อสร้างกระทรวงขึ้นใหม่ด้วยงบประมาณหลักพันล้านบาท แบ่งเป็น ก่อสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ บริเวณย่านสถานีกลางบางซื่อ มูลค่า 3.9 พันล้านบาท และโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ มูลค่ากว่า 5.7 พันล้านบาท
แต่ล่าสุดแผนการก่อสร้างกระทรวงยักษ์ทั้งสองแห่ง อาจจำเป็นต้องพับแผนการดำเนินโครงการลงชั่วคราว เนื่องด้วยงบประมาณของรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด และไทม์ไลน์ที่อาจไม่เหมาะสมหากจะผลักดันต่อ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจชะลอโครงการ เพื่อสำรองงบประมาณแผ่นดินเอาไว้รองรับวิกฤตอีกสารพัดที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า
พับแผนสร้างกระทรวงคมนาคมใหม่
สำหรับกระทรวงแรก นั่นคือ กระทรวงคมนาคม ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณถนนราชดำเนินนอก โดยมีแผนการย้ายกระทรวงออกไปจากถนนสายประวัติศาสตร์ เพื่อไปสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ย่านสถานีกลางบางซื่อ
ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ระบุความชัดเจนแล้วว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ยกเลิกก่อสร้างอาคารแล้ว เนื่องจากปัจจุบันไม่มีงบประมาณมาดำเนินการ ทำให้ต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เบื้องต้นทางกระทรวงได้นำคืนงบประมาณแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท ให้กับสำนักงบประมาณไปเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมยังคงใช้พื้นที่อาคารเดิมในลักษณะสัญญาการเช่าปีต่อปี ซึ่งยังไม่มีแผนที่จะย้ายไปเช่าพื้นที่อื่น ส่วนแผนก่อนหน้านี้ที่จะมีการขอใช้ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผ่านการเช่าโดยบริษัทเอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ต้องหารือกับปลัดกระทรวงคมนาคมก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ส่วนกระแสข่าวที่มีแผนจะขยายอาคารกระทรวงคมนาคมเชื่อมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬานั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ยังไม่มีแผนดำเนินการในเรื่องนี้ แต่เบื้องต้นเห็นว่าที่จอดรถหน้าอาคารกระทรวงท่องเที่ยวเหลือพื้นที่เยอะสามารถขอเช่าที่จอดรถได้
แผนก่อสร้างกระทรวงเดิม
สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งจะย้ายจากถนนราชดำเนินนอกไปที่บริเวณบางซื่อ ใกล้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 3,945 ล้านบาท โดยได้รับจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการผูกพัน 3 ปี ( ปี 2569-ปี 2570) ประกอบด้วย
1.ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างวงเงิน 3,832 ล้านบาท (ปี 2569 ตั้งงบประมาณ 574.80 ล้านบาท ปี 2570 ผูกพันงบประมาณ 1,628.60 ล้านบาท ปี 2571 ผูกพันงบประมาณ 1,628.60 ล้านบาท)
2.ค่าควบคุมงาน วงเงิน 113 ล้านบาท (ปี 2569 ตั้งงบประมาณ 16.950 ล้านบาท ปี 2570 ผูกพันงบประมาณ 48.020 ล้านบาท ปี 2571 ผูกพันงบประมาณ 48.030 ล้านบาท)
ขณะเดียวกันในปัจจุบันอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ออกแบบเสร็จแล้ว ตามแผนงานจะมีการประมูลเพื่อลงนามสัญญาก่อสร้างและเริ่มผูกพันงบประมาณปี 2569 ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ โดยเป็น 1 ใน 29 โครงการที่กรมบัญชีกลาง เผยแพร่ประกาศโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ประจำปี 2569
ผ่าแผนสร้าง ศูนย์ราชการมหาดไทย
ขณะที่ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ มูลค่ากว่า 5.7 พันล้านบาท ที่ผ่านมา 3 หน่วยงานหลักด้านการตรวจสอบของประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับตัวแทนกระทรวงมหาดไทย หลังพบสัญญาณอันตรายจากความล่าช้าและการขาดสภาพคล่องทางการเงินของผู้รับจ้างที่อาจส่งผลให้โครงการหยุดชะงัก
สำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย (ระยะที่ 1) ถือเป็นบิ๊กโปรเจกต์บนทำเลทองริมแม่นํ้า เจ้าพระยา ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน บนพื้นที่ราชพัสดุกว่า 19 ไร่ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานะงานล่าสุด ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2569 คณะตรวจสอบพบประเด็นน่ากังวลด้านความคืบหน้าของงาน โดยผลงานจริงอยู่ที่ 34.09% จากแผนงานที่ต้องได้ 38.39% ส่งผลให้งานล่าช้ากว่าแผนถึง 94 วัน ปัจจุบันงานโครงสร้างเฉลี่ยอยู่เพียงพื้นชั้น 3 เท่านั้น
สาเหตุหลักมาจาก ผู้รับจ้างประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถระดมวัสดุและแรงงานเข้าพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นขอวงเงินสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทยอีก 300 ล้านบาท ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาในเดือนกรกฎาคม 2569 และในระหว่างนี้ผู้รับจ้างต้องพยายามหาแหล่งเงินทุนภายนอกมาหมุนเวียนเพื่อให้งานงวดที่ 15 เดินหน้าต่อไปได้
แก้ไขสัญญา 5 ครั้ง
อีกประเด็นสำคัญที่ 3 หน่วยงานตรวจสอบ ให้ความสนใจคือการแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง สถานที่ทิ้งดิน ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาถึง 5 ครั้ง ซึ่งตัวแทนกระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่า เนื่องจากสถานที่ทิ้งดินเดิมที่กรมอุตุนิยมวิทยามีข้อจำกัดเรื่องเสาส่งสัญญาณที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการทิ้งดิน แม้ทางหน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของรัฐและไม่กระทบต่อวงเงินหรือระยะเวลา แต่คณะตรวจสอบยังคงต้องติดตามว่าการเปรียบเทียบปริมาณงานและราคาเป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังและระเบียบพัสดุอย่างเคร่งครัดหรือไม่
เล็งพิจารณาบอกเลิกสัญญา
ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการนำ หนังสือเวียน ว 1459 (มาตรการเร่งรัดการปฏิบัติงานสำหรับสัญญาที่ได้รับการช่วยเหลือ) มาใช้เป็นเกณฑ์ในการติดตามงานอย่างเข้มข้น ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญในข้อ 5 ว่า หากระยะเวลาผ่านไปแล้ว 1/2 ของเวลาที่เหลืออยู่ (ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 ธันวาคม 2569) แล้วผลงานรวมไม่เป็นไปตามเกณฑ์ หรือผลงานในแต่ละเดือนน้อยกว่า 50% ของแผนงาน หน่วยงานรัฐต้องพิจารณาบอกเลิกสัญญา
ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า ผลงานรายเดือนของผู้รับจ้างยังทำได้ไม่ถึง 50% ของแผน มาตั้งแต่เริ่มมีการแก้ไขสัญญา ทำให้โครงการนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่กระบวนการบอกเลิกสัญญาหากผู้รับจ้างไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ทันท่วงที
ตั้งคณะทำงานพิจารณาด่วน
ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าฯ สตง.ได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและกำกับดูแลโครงการให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 องค์กรตรวจสอบยํ้าว่า การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่มาเพื่อปราบปราม แต่มาในบทบาทพี่เลี้ยง เพื่อให้คำแนะนำและตรวจสอบเชิงป้องกัน มุ่งเน้นการบริหารสัญญาให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดในอนาคต และเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมายในปี 2569 ซึ่งคณะตรวจสอบได้กำหนดกรอบเวลาสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ต่อไป







