thansettakij
thansettakij
พิพัฒน์ แจงยิบ นายกฯ ดึง EEC ดูแลเอง ขอโฟกัสเมกะโปรเจกต์คมนาคม

พิพัฒน์ แจงยิบ นายกฯ ดึง EEC ดูแลเอง ขอโฟกัสเมกะโปรเจกต์คมนาคม

18 มิ.ย. 69 | 06:52 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 06:59 น.

รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แจงยิบปมนายกฯ ยึด EEC ดูแลเอง ขอโฟกัสเมกะโปรเจกต์คมนาคม ยันคุยนายกฯก่อนมีคำสั่งออกมา เชื่อนายกฯ ดึงเอกชนลงทุนเพิ่ม

KEY

POINTS

  • นายกรัฐมนตรีดึงอำนาจกำกับดูแลโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับไปบริหารเอง เพื่อความคล่องตัวในการเจรจาดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงว่าตนต้องการกลับมามุ่งเน้นขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของกระทรวงคมนาคมให้สำเร็จลุล่วง
  • ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการตกลงร่วมกันกับนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า และไม่ได้สร้างความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย

จากกรณีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติรับทราบเอกสาร 2 ฉบับ คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แก้ไขการมอบอำนาจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และยกเลิกการมอบหมายทำหน้าที่ประธานกรรมการ (บอร์ด) คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นั้น 

ล่าสุดวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาตนกำกับดูแล EEC มาตั้งแต่ช่วงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลเสียงน้อย และภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งและนายอนุทินได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตนก็อาสาเข้ามาดูแลเรื่องนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 2

แต่จากการประชุมบอร์ด EEC ที่ผ่านมาแล้ว 3-4 ครั้ง พบว่ามี ปัญหาพื้นฐานด้านกฎหมายที่ค้างคามาจากอดีตหลายรัฐบาลและได้รับการอนุมัติจากบอร์ดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตนได้กลับไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยว่าขั้นตอนต่อไปควรเป็นเรื่องของการดึงผู้ที่จะมาลงทุนในส่วนนี้เข้ามา จึงเป็นที่ตกลงกันว่านายกรัฐมนตรีจะรับเรื่องนี้กลับไปดูแลเอง

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ในขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ต้องให้การสนับสนุน ดังนั้นการที่ตนกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมจึงน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะหากทำงานพร้อมกันสองทาง สุดท้ายอาจไม่สำเร็จไปสักทางหนึ่ง อีกทั้งด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกรัฐมนตรี และในช่วงนี้นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมต่างประเทศอยู่ตลอด จึงน่าจะมีโอกาสเจรจากับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนใน EEC ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด

เมื่อถูกถามว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้เกิดความร้าวฉานภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต้องน้อมรับในทุกเรื่อง ส่วนคำถามที่ว่าตนสบายใจหรือไม่กับการที่ถูกดึง EEC คืนไปนั้น นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ตนเองและนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยหารือกันเป็นที่เรียบร้อยมาก่อนแล้ว

"ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ตัวผมเองและท่านนายกรัฐมนตรีเราได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยไปก่อนแล้ว ภายในพรรคภูมิใจไทยไม่มีเรื่องใดที่ไม่ได้มีการพูดคุยกัน ทุกเรื่องจะมีการพูดคุยกันในทุกมิติ โดยเฉพาะระหว่างตนเองกับนายกรัฐมนตรีที่พูดคุยกันในทุกมิติอย่างชัดเจน" รองนายกฯ ระบุ