
สภาพัฒน์ แนะรื้อใหญ่ "งบฯประจำ-สวัสดิการ" เบียดเงินลงทุนประเทศ
เลขาสภาพัฒน์ แนะยกเครื่องงบประจำ งบบุคลากร สวัสดิการ หลังพบงบประมาณปี 2570 เจอข้อจำกัดหนัก เบียดพื้นที่งบลงทุนลดลงจากปีก่อน 7% หวังเงินรัฐวิสาหกิจ 2 แสนล้าน และงบกลางฉุกเฉิน เป็นแรงหนุนดันเศรษฐกิจโต
KEY
POINTS
- สภาพัฒน์ฯ ชี้ว่าโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะงบสวัสดิการและบุคลากร มีสัดส่วนสูงและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและเบียดบังงบลงทุน
- เสนอให้มีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการครั้งใหญ่ เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มพื้นที่ทางการคลังสำหรับงบลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศให้มากขึ้น
- แม้สัดส่วนงบลงทุนในงบประมาณปี 2570 จะลดลง แต่ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายขั้นต่ำ 20% และมีเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยสนับสนุน
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า โครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรวมในปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ยังมีสัดส่วนที่สูงมากและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและไปเบียดบังพื้นที่ของงบลงทุน
ดังนั้นในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เพื่อลดภาระงบประมาณส่วนนี้ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น
แนวทางการบริหารงบประมาณ ปี 2570
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 นั้น เห็นว่า การจัดทำงบประมาณในปี 2570 มีข้อจำกัดเนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประมาณประจำ และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง
แต่อย่างไรก็ตามการจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยสนับสนุน
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น การบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากมีการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นได้ในภายหลังได้เช่นกัน
รวมทั้งยังมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
แนะเร่งรัดการลงทุนรัฐวิสาหกิจ
นายดนุชา กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณในปีนี้แม้ว่าการจัดสรรงบลงทุนในสัดส่วนของงบประมาณจะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายงบประมาณที่กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% ของสัดส่วนงบประมาณรวม ทั้งนี้การลงทุนโดยรวมรัฐบาลสามารถเร่งรัดการลงทุนโดยเร่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนเดินหน้าโครงการลงทุนต่าง ๆ ตามแผนที่มีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท
รวมทั้งงบกลางฯ ที่มีการตั้งไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น สามารถทำโครงการในลักษณะการสนับสนุนการลงทุนได้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีเม็ดเงินที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามแผนที่วางไว้
ขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ต่อจีดีพี
ส่วนกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้แถลงว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ต่อจีดีพี ภายในปี 2572 รัฐบาลต้องเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไรเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย นายดนุชา กล่าวว่าเป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ความเป็นไปได้ของเป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจหากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินและการลดการขาดดุลทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากจีดีพีขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ
จัดงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
นอกจากนี้ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชา มองว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก
ทั้งนี้เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด







