
รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุน 1.52 แสนล้าน ‘รถไฟ-รถไฟฟ้า’ ดันเมกะโปรเจ็กต์คืบ
สคร. เร่งรัฐวิสาหกิจอัดฉีดลงทุน ชี้ 8 เดือนเบิกจ่ายแล้ว 1.52 แสนล้าน “รถไฟ-รถไฟฟ้า” ตัวนำลงทุน ดันเมกะโปรเจ็กต์คืบหน้าเกินแผนหลายโครงการ
KEY
POINTS
- รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง เบิกจ่ายงบลงทุนในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค. 68 – พ.ค. 69) ไปแล้ว 1.52 แสนล้านบาท หรือ 65% ของกรอบงบลงทุนทั้งหมด
- อัตราการเบิกจ่ายที่เร่งตัวขึ้นและสูงกว่าปีก่อนนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล
- โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายได้โดดเด่นและมีความคืบหน้าคือโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าสายสีม่วง
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เดินหน้ากำกับติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. เปิดเผยว่า ภายใต้งบลงทุนรวมของรัฐวิสาหกิจช่วงเดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 จำนวน 236,176 ล้านบาท ล่าสุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 หรือในช่วง 8 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายแล้ว 152,567 ล้านบาท คิดเป็น 65% ของกรอบงบลงทุนทั้งหมด
“ถือว่าเป็นอัตราการเบิกจ่ายที่ “เร่งตัวขึ้น” และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่สามารถเร่งรัดการลงทุนได้ตามนโยบายของรัฐบาล และช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม”
นายธิบดีกล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ สคร. จะยังคงติดตามการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และสามารถส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านนางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ ระบุว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความคืบหน้าและการเบิกจ่ายโดดเด่น ได้แก่
- โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
- โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
- โครงการรถไฟสายบ้านไผ่–มหาสารคาม–ร้อยเอ็ด–มุกดาหาร–นครพนม
โดยบางโครงการมีอัตราเบิกจ่ายเทียบกับกรอบลงทุนสูงกว่าร้อยละ 100 สะท้อนความเร่งรัดในการก่อสร้างและการใช้จ่ายงบลงทุนที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
สคร. ย้ำว่า การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน พร้อมช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนการจ้างงานในระยะต่อไป







