
ศุลกากรเพิ่มบทลงโทษ สกัดสวมสิทธิสินค้าไทย เจอปรับ 5 แสน
ศุลกากรยกระดับการป้องกันปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ เพิ่มบทลงโทษ เจอปรับ 5 แสน ระงับทุกสิทธิประโยชน์ พร้อมจับลักลอบส่งออกกัญชา
KEY
POINTS
- กรมศุลกากรเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่สำแดงข้อมูลเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า หรือการสวมสิทธิสินค้าไทยเพื่อการส่งออก
- กำหนดบทลงโทษใหม่เป็นค่าปรับ 500,000 บาท พร้อมทั้งระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทุกประเภท
- มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่สุจริต
กรมศุลกากรยกระดับมาตรการสกัดการทุจริตทางการค้าและการส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย ด้วยการเพิ่มบทลงโทษกรณีสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าและลักลอบส่งออกกัญชา หวังรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่เผชิญความเข้มงวดด้านการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากร ได้เพิ่มเกณฑ์การลงโทษกรณีแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า หรือการสวมสิทธิประเทศกำเนิดสินค้าโดยสำแดงเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดค่าปรับเป็นเงิน 500,000 บาท และให้ระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทุกประเภท
สร้างความเชื่อมั่นไทยต่อสายตานานาชาติ
เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในการค้าระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าหรือการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากประเทศไทยของประเทศคู่ค้า
โดยปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การค้าโลกมีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจึงไม่ใช่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และกระทบต่อความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย
โดยปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การค้าโลกมีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจึงไม่ใช่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และกระทบต่อความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย
“การปรับปรุงบทลงโทษดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมศุลกากรในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านศุลกากรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการรักษามาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งเสริมการส่งออก และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าของประเทศไทย ตลอดจนภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน”
รุกปราบลักลอบนำเข้า–ส่งออก สกัดกัญชาเถื่อน 445 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้ดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าส่งออก
ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 (เดือน ต.ค. 2568 - พ.ค. 2569) กรมศุลกากรได้ตรวจยึดและจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีการลักลอบส่งออกกัญชาเป็นจำนวนมากถึง 2,983 คดี น้ำหนักรวม 35,011 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 445 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกรณีดังกล่าว มีมาตรการหลักคือการให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ส่งผลให้ในบางกรณีผู้กระทำผิดยังคงประเมินว่าความเสี่ยงจากการกระทำผิดมีต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่อาจได้รับ เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายกัญชา ณ ประเทศปลายทางมีราคาสูงมาก
กรมศุลกากรจึงได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การลงโทษให้มีความเข้มงวดและเด็ดขาดยิ่งขึ้น โดยกำหนดค่าปรับตามปริมาณกัญชาที่ตรวจยึดได้ในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท และให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การลักลอบส่งออกกัญชาไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย เนื่องจากหลายประเทศยังคงถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายและมีบทลงโทษรุนแรง การเพิ่มมาตรการลงโทษในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงยับยั้งและลดแรงจูงใจในการกระทำความผิด และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งรวบรวมหรือเส้นทางลำเลียงกัญชาไปยังต่างประเทศ พร้อมทั้งยกระดับความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการส่งออกสินค้าผิดกฎหมายของไทย อันจะช่วยรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ







