thansettakij
thansettakij
ศุลกากรสกัดค้าสัตว์ป่า จับหญิงอินเดียลอบขนออกนอก มูลค่ากว่า 3 แสน

ศุลกากรสกัดค้าสัตว์ป่า จับหญิงอินเดียลอบขนออกนอก มูลค่ากว่า 3 แสน

19 เม.ย. 69 | 07:22 น.
อัปเดตล่าสุด :19 เม.ย. 69 | 07:26 น.

ศุลกากรผนึกกำลังสกัดค้าสัตว์ป่า จับหญิงอินเดียลอบขนออกนอก มูลค่ากว่า 3 แสนบาท ระบุเป็นคดีที่ 3 ในเดือนเม.ย. ตอกย้ำมาตรการเข้ม

กรมศุลกากรเดินหน้ายกระดับการบังคับใช้กฎหมายด้านการควบคุมการนำเข้า–ส่งออกสินค้าเสี่ยง โดยเฉพาะ “สัตว์ป่า” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ล่าสุดสามารถจับกุมผู้โดยสารหญิงสัญชาติอินเดีย ลักลอบขนสัตว์ป่าออกนอกประเทศ มูลค่ากว่า 300,000 บาท

นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งสกัดกั้นการค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจัง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการควบคุมและลดความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายให้กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจค้นผู้โดยสารหญิงที่เตรียมเดินทางไปเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย

ผลการตรวจสอบพบสัตว์ป่ามีชีวิตหลายรายการ ได้แก่ เต่าอัลดาบรา เต่าเสือดาว เต่าซูลคาตา เต่าสแนปปิ้ง แร็กคูน และหนูเดกู รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท ซึ่งเข้าข่ายการลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวถือเป็นคดีที่ 3 ในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนแนวโน้มความพยายามลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบ โดยเฉพาะช่องทางท่าอากาศยานซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ

ในมิติทางเศรษฐกิจ การปราบปรามการค้าสัตว์ป่ามีความเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นของคู่ค้าระหว่างประเทศ รวมถึงพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยในระยะยาว

สำหรับการกระทำดังกล่าว ผู้ต้องหามีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย