
กูรูเตือนสหรัฐฯ-อิหร่าน สงบ ดัน 'บอนด์ยิลด์ 10 ปี' พุ่ง ดูดฟันด์โฟลว์ทิ้งหุ้น
โบรกชี้ตลาดโลก ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หนุนหุ้นฟื้นตัว แต่เตือนผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น เป็นคู่แข่งตลาดหุ้น แนะลงทุนตามธีมสงครามคลี่คลาย คัด BDMS CPN และ GULF เป็นหุ้นเด่น
KEY
POINTS
- ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและปลอดภัยกว่า ดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้โยกย้ายออกจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดตราสารหนี้
- การไหลออกของเงินทุนดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มเทขายหุ้นเพื่อเข้าลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่า
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงต่อกระแสข่าวที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ และเตรียมพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้
ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันหลักให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นโลกดีดตัวขึ้นแรงเมื่อวานนี้ นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (+5.0%) และสหรัฐฯ (+0.9% ถึง +3.1%) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็เริ่มลดลงตามไปด้วย
โดย Bloomberg ประเมินว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. 69 มีแนวโน้มติดลบ -0.1% จากเดือนก่อน และคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะลดลงเหลือ 3.7% (จากเดิมคาด 4.2%) ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอดูมุมมองและถ้อยแถลงครั้งแรกของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ อย่าง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) พร้อมจับตารายละเอียด Dot Plot ในการประชุมวันที่ 17 มิ.ย. 69 นี้
ขณะเดียวกันหุ้นเทคโนโลยีอวกาศอย่าง SPACEX (SPCX US) ยังคงร้อนแรง ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกว่า +19.58% นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าจะถูกคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือน ก.ค. 69 นี้
นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนประเภท Passive และ ETF ให้ไหลเข้าซื้อหุ้นได้มหาศาลราว 2.7 พันล้าน ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฐ ประกอบกับ Free Float ของหุ้นที่มีเพียง 4% ทำให้เกิดภาวะอุปทานจำกัดและเป็นแรงหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น
จับตาบอนด์ยิลด์ดึงเงินออกตลาดทุน
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมสงครามจะก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักร (เฟสลงนามหยุดยิง) ซึ่งเป็นบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน แต่ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบรับข่าวดีและ Price-in ผลเชิงบวกนี้ไปพอสมควรแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ทั่วโลกที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเร่งตัวขึ้นถึง 30-50 bps. ในช่วงที่ผ่านมา (เช่น สหรัฐฯ +53.6 bps, ไทย +37.6 bps)
ผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นและมีความปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โยกเงินออกจากตลาดหุ้นเพื่อไปหาผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้แทน เพื่อล็อกกำไรในระยะนี้ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ของไทยลดลงจาก 4.1% ในช่วงก่อนสงคราม ลงมาเหลือ 3.7% ในปัจจุบัน
แนะกลยุทธ์สลับกลุ่มลงทุน
ด้านกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำหมุนกลุ่มเล่น 3 ธีมรับสงครามผ่อนคลาย (BDMS-CPN-GULF) เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป หรือการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยเน้นหาโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักฟื้นตัวได้ดีเมื่อทิศทางสงครามผ่อนคลาย แนะนำ 3 กลุ่มเด่น ได้แก่
- กลุ่มอิงท่องเที่ยว (Tourism Play) : รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT และ BA
- กลุ่มต้นทุน Commodity (Commodity Cost Play) : รับอานิสงส์จากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานที่เริ่มลดลง ได้แก่ ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM และ GULF
- กลุ่มการเงิน (Financial Play) : โดดเด่นในธีมปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR
- โดยกำหนดให้หุ้น BDMS, CPN และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks)







