
มาเลเซียแบนกุ้งไทย ส่งออกสะเทือน 1.4 หมื่นล้าน บุกยื่นหนังสือพาณิชย์ 4 มิ.ย.
มาเลเซียแบนกุ้งไทย 5 พันธุ์ มีผลทันที 1 มิ.ย. 2569 กระทบส่งออกกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เกษตรกรภาคใต้อ่วม หวั่นกุ้งล้นกดราคาดิ่ง สมาคมฯ เตรียมยื่นพาณิชย์ 4 มิ.ย. นี้
KEY
POINTS
- มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า
- คาดว่ามูลค่าความเสียหายจากการส่งออกจะสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้โดยตรง
- ผู้ประกอบการกังวลว่าจะเกิดภาวะกุ้งล้นตลาดภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มตกต่ำลงอย่างมาก
มาเลเซียประกาศระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลทันทีตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 กระทบมูลค่าส่งออกกว่า 14,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการหวั่นกุ้งทะลักในประเทศ กดราคาหน้าฟาร์มดิ่ง สมาคมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เตรียมยื่นหนังสือกระทรวงพาณิชย์ 4 มิถุนายนนี้ ขอมาตรการเยียวยาเร่งด่วน
แหล่งข่าวจากภาคเอกชนผู้ประกอบการกุ้งไทย เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ปัจจุบันมาเลเซียถือเป็น 1 ใน4 ของตลาดส่งออกกุ้งไทย มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 200-300 ตันต่อวันหรือ 70,000 ตันต่อปี หลังจากที่มาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ ได้แก่กุ้งลายเสือ, กุ้งแชบ๊วย, กุ้งขาวแวนนาไม, กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบคาดว่ามูลค่าความเสียหายกว่า 14,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพึ่งพาตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น
เกษตรกรภาคใต้รับแรงกระแทกเต็มๆ
โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับการระบายผลผลิตกุ้งจากภาคใต้จังหวัดผู้เลี้ยงกุ้งสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ อาทิ สงขลา สตูล นครศรีธรรมราช และปัตตานี เนื่องจากผู้บริโภคนิยมกุ้งไทยที่มีคุณภาพและสามารถขนส่งถึงปลายทางในสภาพสดใหม่
"ตลาดมาเลเซียเป็นตลาดที่ช่วยให้เกษตรกรภาคใต้ยังสามารถดำรงอาชีพอยู่ได้ เพราะสามารถรองรับกุ้งบางขนาดที่ห้องเย็นหรือผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่รับซื้อ ทำให้เกษตรกรยังมีช่องทางระบายผลผลิตและรักษาระดับราคาได้"
ทั้งนี้ หากไม่สามารถส่งออกไปยังมาเลเซียได้ กุ้งปริมาณดังกล่าวจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศทันที ซึ่งส่งผลให้สินค้าล้นตลาด ราคากุ้งหน้าฟาร์มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ปัจจุบันราคากุ้งอยู่ที่กิโลละ 90-150 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและไซต์ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาจะลดลงมาเหลือกิโลกรัมละเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของคนในประเทศ
เตรียมยื่นหนังสือพาณิชย์ 4 มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม สมาคมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการยื่นหนังสือไปยังกรมการค้าภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอให้เร่งออกมาตรการรองรับผลกระทบและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญในครั้งนี้ เช่น การขอชดเชยเงิน กิโลกรัมละ 20 บาทซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่ภาครัฐเคยดำเนินการอยู่แล้ว
มาเลเซียชี้เป็นมาตรการตอบโต้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รายงานว่า มาเลเซียเตรียมบังคับใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศไทยอย่างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติ
ทั้งนี้อาหารทะเลที่ห้ามน้ำพุ่งเป้าไปที่ปลากะพงและกุ้ง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน สำหรับมาตรการระงับการนำเข้าปลากะพง ผู้ประกอบการจะต้องแนบเอกสาร ใบรับรองผลการวิเคราะห์ ทุกครั้งในการนำเข้า เพื่อเป็นการยืนยันว่าสินค้าผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย
ขณะที่ มาตรการระงับการนำเข้ากุ้ง ทางการมาเลเซียระบุว่าเป็นการดำเนินนโยบายแบบ ตอบโต้แบบต่างตอบแทน เนื่องจากก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยกำหนดเงื่อนไขการนำเข้ากุ้งจากมาเลเซียในลักษณะเดียวกัน โดยการระงับนำเข้าจะดำเนินต่อไปจนกว่าหน่วยงานของไทยจะส่งคำตอบชี้แจงสำหรับแบบสอบถาม ด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้ทางการมาเลเซียอย่างครบถ้วนจึงจะมีการนำมาประเมินมาตรการนี้ใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สคต. กรุงกัวลาลัมเปอร์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อต้นทุนและระยะเวลาโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมและปรับตัวก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2026 โดยกลุ่มผู้ส่งออกปลากะพง ต้องเร่งศึกษาระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารของมาเลเซีย และวางแผนเผื่อเวลาสำหรับการขอใบรับรองผลการวิเคราะห์ (CoA) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับ เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าตกค้างหรือเน่าเสียจากความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้าหน้าด่านด่านตรวจ
ส่วนกลุ่มผู้ส่งออกกุ้งทั้ง 5 สายพันธุ์ ควรระงับการขนส่งสินค้าสดและแช่แข็งไปยังมาเลเซียชั่วคราวเพื่อป้องกันการถูกตีกลับ และเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดส่งออกทดแทนหรือตลาดในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าล้นตลาด
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรทำงานร่วมกับผู้นำเข้าฝั่งมาเลเซียอย่างใกล้ชิดเพื่ออัปเดตแนวปฏิบัติ ล่าสุด รวมถึงติดตามความคืบหน้าการชี้แจงแบบสอบถามของกรมประมงไทย เพื่อให้พร้อมกลับมาส่งออกได้ทันทีเมื่อทางการมาเลเซียประกาศยกเลิกมาตรการดังกล่าว.







