thansettakij
thansettakij
ไทยออกแถลงการณ์ยินดี ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ หยุดยิง หนุนเสรีภาพเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ

ไทยออกแถลงการณ์ยินดี ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ หยุดยิง หนุนเสรีภาพเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ

16 มิ.ย. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มิ.ย. 69 | 03:55 น.

รัฐบาลไทยแถลงยินดีหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงประวัติศาสตร์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที ชี้เป็นก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ขณะทั่วโลกจับตาอิสราเอลยังไม่ยอมถอนทัพจากเลบานอน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน
  • ไทยสนับสนุนและเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก
  • ไทยชื่นชมบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

รัฐบาลไทยแถลงยินดีหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงประวัติศาสตร์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที ชี้เป็นก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ขณะทั่วโลกจับตาอิสราเอลยังไม่ยอมถอนทัพจากเลบานอน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดำเนินมานานหลายเดือนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 60 วันและเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่าน ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงทันที แต่ยังได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติรวมถึงประเทศไทยที่มองว่าเป็นความหวังในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าทางทะเลทั่วโลก

ไทยแถลงยินดี ชื่นชมผู้ไกล่เกลี่ย และหนุนสันติภาพยั่งยืน

ประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รัฐบาลไทยขอชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของ ปากีสถานและโอมาน ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยหลักที่ทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จ รวมถึงขอบคุณทุกฝ่ายที่เลือกใช้การทูตแทนความรุนแรง

ในแถลงการณ์ระบุว่า ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงนี้อย่างเคร่งครัดและสมบูรณ์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ เสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจโลกและอุปทานพลังงาน

รายละเอียดบันทึกความเข้าใจ (MoU) และการลงนามประวัติศาสตร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับนายจีดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกำหนดจัดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันศุกร์นี้

สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลง 60 วัน ประกอบด้วย การยุติปฏิบัติการทางทหาร โดยทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดการโจมตีในทุกพื้นที่ทันที และ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะมีการเปิดเส้นทางเดินเรือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติภายในวันศุกร์นี้ โดยในช่วง 60 วันแรกจะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Toll-free) เพื่อกระตุ้นการขนส่งสินค้า

ข้อตกลงนี้กำหนดให้อิหร่านต้องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวรและยินยอมให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวด หากอิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณี สหรัฐฯ จึงจะพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดแบบเป็นขั้นตอน (Performance-based)

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก

ทันทีที่มีการประกาศข้อตกลง ตลาดหุ้นดาวโจนส์พุ่งสร้างสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ร่วงลงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 4.7-4.8%) เนื่องจากความหวังว่าน้ำมันจะเริ่มไหลออกจากภูมิภาคได้อีกครั้ง ข้อมูลจาก MarineTraffic ระบุว่าเริ่มมีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน เช่น เรือ Dalia และเรือ Disha เริ่มเคลื่อนที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แม้นักวิเคราะห์จะเตือนว่าการกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์อาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนเนื่องจากต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดในเส้นทาง

ความเปราะบางและท่าทีที่แข็งกร้าวของอิสราเอล

แม้โลกจะขานรับข่าวดี แต่สถานการณ์ยังคงมีความเสี่ยงสูงเนื่องจาก นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลระบุว่า อิสราเอลไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้และจะไม่ผูกพันตามเงื่อนไข อิสราเอลยืนยันจะรักษาฐานที่มั่นในเลบานอน ซีเรีย และกะซา ต่อไป "ตราบเท่าที่จำเป็น" เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนหลังการประกาศข้อตกลง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ทางฝั่งอิหร่านเตือนว่า การที่อิสราเอลหยุดโจมตีเลบานอนเป็นเงื่อนไขที่ "แยกจากกันไม่ได้" ของสันติภาพครั้งนี้

เสียงสะท้อนจากนานาชาติ

ผู้นำกลุ่ม G7 รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมชื่นชมความสำเร็จทางการทูตในครั้งนี้ เช่นเดียวกับยูเครนที่มองว่านี่เป็นโอกาสให้สหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับการยุติสงครามในยุโรปตะวันออกด้วย อย่างไรก็ตาม ภายในสหรัฐฯ เอง สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตบางส่วนยังคงเรียกร้องให้มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงทั้งหมด และวิจารณ์ว่าความล่าช้าที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

คลิกอ่านรายละเอียด แถลงการณ์ท่าทีไทยต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง