
ก.ล.ต. ลุยปราบโกงลงทุน 5 เดือนฟัน 43 ราย ปรับ-ยึดผลประโยชน์ 1.18 พันล้าน
ก.ล.ต. เปิดผลงาน 5 เดือนแรกปี 2569 ฟันคดีอาญา 8 คดี ผู้กระทำผิด 43 ราย เรียกค่าปรับและคืนผลประโยชน์กว่า 1,182 ล้านบาท ปิดบัญชีหลอกลงทุน 368 บัญชี พร้อมระงับบัญชีม้าคริปโตทะลุ 58,006 บัญชี
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. เปิดผลงาน 5 เดือนแรกปี 2569 ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดในตลาดทุน 8 คดี รวม 43 ราย
- ความผิดส่วนใหญ่เป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต รองลงมาคือการสร้างราคาหลักทรัพย์ และทุจริต
- ใช้มาตรการทางแพ่งเรียกค่าปรับและให้ชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด รวมเป็นเงินกว่า 1,182 ล้านบาท
- เร่งสกัดภัยหลอกลงทุน โดยปิดกั้นบัญชีโซเชียลมีเดีย 368 บัญชี และระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 58,000 บัญชี
ก.ล.ต. เปิดผลการบังคับใช้กฎหมายช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 เดินหน้าปราบปรามความผิดในตลาดทุนอย่างเข้มข้น แจ้งความดำเนินคดีอาญา 8 คดี ผู้กระทำผิด 43 ราย พร้อมใช้มาตรการทางแพ่งเรียกค่าปรับและคืนผลประโยชน์รวมกว่า 1,182 ล้านบาท ขณะเดียวกันเร่งสกัดภัยหลอกลงทุน ปิดกั้นบัญชีโซเชียลมีเดียหลอกลงทุน 368 บัญชี และระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลทะลุ 58,000 บัญชี
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ณ 31 พฤษภาคม 2569) โดยเดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดในตลาดทุนทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และการจัดการภัยหลอกลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคุ้มครองประชาชนจากความเสียหายทางการเงิน
ฟันคดีอาญา 8 คดี ผู้กระทำผิด 43 ราย
ในด้านการดำเนินคดีอาญา ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อพนักงานสอบสวนทั้งจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวม 8 คดี คิดเป็นผู้กระทำผิด 43 ราย
ความผิดส่วนใหญ่เป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 6 คดี ผู้กระทำผิด 21 ราย รองลงมาเป็นคดีสร้างราคาหลักทรัพย์ 1 คดี ผู้กระทำผิด 21 ราย และคดีทุจริตอีก 1 คดี ผู้กระทำผิด 1 ราย
ปรับทางแพ่งกว่า 663 ล้าน เรียกคืนผลประโยชน์อีก 519 ล้าน
สำหรับมาตรการลงโทษทางแพ่ง คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติลงโทษผู้กระทำผิด 3 คดี รวม 6 ราย ในความผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์และการใช้ข้อมูลภายใน
ขณะเดียวกัน มีผู้กระทำผิด 27 ราย จาก 7 คดี ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 662.7 ล้านบาท และชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดอีก 519.4 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 1,182 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกกว่า 1.55 ล้านบาท
สถิติย้อนหลัง ก.ล.ต. ชนะคดีศาลแพ่ง 100%
กรณีผู้กระทำผิดไม่ยินยอมรับมาตรการทางแพ่ง ก.ล.ต. จะส่งเรื่องให้อัยการฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลกำหนดโทษในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย โดย นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในปี 2560 จนถึงปัจจุบัน มีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 6 คดี โดย ก.ล.ต. เป็นฝ่ายชนะคดีทั้งหมด และศาลมีคำสั่งลงโทษในอัตราสูงสุดทุกคดี ขณะที่อีก 19 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ส่วนภาพรวมสะสมตั้งแต่ปี 2560 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีผู้กระทำผิดยินยอมปฏิบัติตามมาตรการทางแพ่งแล้ว 343 ราย จาก 88 คดี คิดเป็นค่าปรับทางแพ่งรวมกว่า 2,826 ล้านบาท และชดใช้ผลประโยชน์อีกกว่า 976 ล้านบาท
สายด่วนหลอกลงทุนพุ่ง 25% ปรึกษาปัญหาหลอกลงทุนทะยาน 208%
นายเอนกกล่าวว่า สำหรับ"สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน" โทร. 1207 กด 22 ได้รับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 รวม 4,307 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยเฉพาะการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 208% หรือ 3,939 ครั้ง จาก 1,279 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี 2568 สะท้อนว่าประชาชนตื่นตัวและเข้ามาตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น
ปิดบัญชีมิจฉาชีพ 368 บัญชี ภายใน 7 นาที–48 ชั่วโมง
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดกั้นบัญชีที่เข้าข่ายหลอกลงทุนจำนวน 368 บัญชี
ผลการดำเนินงานสามารถปิดกั้นได้ครบ 100% ภายในระยะเวลาเพียง 7 นาที ถึง 48 ชั่วโมง หลังได้รับข้อมูล โดยมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เก็บพยานหลักฐาน และประสานผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปิดกั้นบัญชี
ระงับบัญชีม้าคริปโตทะลุ 58,000 บัญชี
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการจัดการบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดย ก.ล.ต. และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้ร่วมกันคัดกรองและระงับบัญชีต้องสงสัยอย่างเข้มข้น
ล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 มีการระงับบัญชีที่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้าแล้วรวม 58,006 บัญชี เพิ่มขึ้นจาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 บัญชีภายในเวลาเพียง 4 เดือน
การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการฟอกเงิน การหลอกลวงทางการเงิน และการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย







