
คลังยัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ช่วยรายเล็กก่อน จ่อคลอดแพ็กเกจใหม่อุ้ม SME
คลังยัน 'ไทยช่วยไทยพลัส' เน้นช่วยร้านค้ารายเล็กก่อน ฝ่าวิกฤตต้นทุนพลังงาน แจงไม่ทอดทิ้ง SME มีซอฟต์โลน เตรียมมาตรการใหม่ดูแล
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังยืนยันว่าโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก่อน
- คลังรับทราบข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการ SME และกำลังพิจารณาออกมาตรการชุดใหม่เพื่อช่วยเหลือโดยเฉพาะ ซึ่งจะดำเนินการในลำดับถัดไป
- นโยบายของรัฐคือการช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดก่อน จากนั้นจึงจะขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มอื่น ๆ เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มฟื้นตัว
หลังจากรัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 โดยเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายคึกคักเป็นอย่างมากและกระตุ้นยอดขายร้านค้ารายเล็กได้จริงตามนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 2-5 ล้านบาท ขอให้พิจารณาขยายสิทธิให้ผู้ธุรกิจร้านอาหารดังกล่าว สามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย
คลังย้ำ “ ไทยช่วยไทยพลัส” มุ่งช่วยร้านค้าขนาดเล็ก
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดูแลร้านค้าขนาดเล็กและรายย่อยมากจริงๆ เช่น ร้านค้าในตลาดที่ประชาชนไปจับจ่ายใช้สอยทั่วไป เนื่องจากกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันไปยังราคาสินค้า ซึ่งหากกลุ่ม "คนหาเช้ากินค่ำ" เหล่านี้สูญเสียอาชีพไปจะกลายเป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด
เตรียมคลอดมาตรการใหม่ อุ้ม SME
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่ได้ละเลยกลุ่ม SME ซึ่งมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว เช่น ภาครัฐได้มีการออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการใหม่ ๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
“นโยบายปัจจุบันคือการช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดก่อน แล้วจึงจะขยับมาตรการให้ครอบคลุมกลุ่มอื่น ๆ ตามลำดับเมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มฟื้นตัว ขอให้ผู้ประกอบการใจเย็นและรอความชัดเจนจากภาครัฐ เนื่องจากทุกมาตรการต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในภาพรวม“
ร้านค้าร่วม "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ทะลุ 1 ล้านราย
กระทรวงการคลังรายงาน ความคืบหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ข้อมูล วันที่ 9 มิถุนายน ณ เวลา 17:00 น. ว่า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการ รวมทั้งสิ้น 1,022,482 ราย โดยสามารถแบ่งออกเป็น
- กลุ่มร้านค้าเดิมจากโครงการก่อนหน้าจำนวน 871,857 ราย
- มีร้านค้าหน้าใหม่ที่เล็งเห็นโอกาสทางการค้าเข้าร่วมเพิ่มอีกถึง 150,625 ราย
ขณะเดียวกัน มีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จแล้วถึง 962,074 ร้านค้า กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและรอการตอบรับเงื่อนไขอีกกว่า 1.1 แสนราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของร้านค้าที่มีต่อโครงการในการช่วยกระจายรายได้สู่ฐานราก
เปิดให้ร้านค้าเชื่อมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่
นอกจากนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ไป ( 10 มิถุนายน) กระทรวงการคลังได้เปิดให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถผูกแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ และเปิดให้ประชาชนสามารถสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดให้ร้านค้าสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพราะครั้งนี้มีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด
ยอดใช้จ่ายสะพัด 2.1 หมื่นล้านบาท โครงสร้าง 60/40 ดันกำลังซื้อ
ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ โครงการนี้สร้างยอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 21,120.03 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
- ส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย (60%): 12,272.70 ล้านบาท
- ส่วนที่ประชาชนจ่ายเอง (40%): 8,847.33 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามาตรการช่วยจ่าย 60% ของรัฐบาลเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมาใช้สอย โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิรวม 26,040,623 ราย และมีการใช้จ่ายสำเร็จแล้วกว่า 23.7 ล้านราย ที่น่าสนใจคือมีผู้ใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท ไปแล้วถึง 755,619 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิ.ย. 2569)







