thansettakij
thansettakij
คลัง ประกาศรื้อสวัสดิการทั้งระบบ เลิกแจกเหมาเข่ง ใช้ Negative Income Tax ใน 2 ปี

คลัง ประกาศรื้อสวัสดิการทั้งระบบ เลิกแจกเหมาเข่ง ใช้ Negative Income Tax ใน 2 ปี

06 มิ.ย. 69 | 01:29 น.
อัปเดตล่าสุด :06 มิ.ย. 69 | 02:32 น.

คลังเตรียมรื้อสวัสดิการทั้งระบบ ใช้ Negative Income Tax ใน 2 ปี เลิกจ่ายแบบเหมาเข่ง มุ่งเป้าช่วยรายบุคคลตามความจำเป็นจริง

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังตั้งเป้าใช้ระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax) ภายใน 2 ปี เพื่อปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐครั้งใหญ่
  • ยกเลิกการให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าหรือ "เหมาเข่ง" และเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าตามความเดือดร้อนและความจำเป็นของแต่ละบุคคล
  • ระบบใหม่จะใช้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่กว่า 40 แหล่ง เพื่อวิเคราะห์สถานะและจัดสรรความช่วยเหลือให้ตรงจุด แก้ปัญหาสิทธิซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้านำระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายสวัสดิการซ้ำซ้อน ลดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่จำเป็น และเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือประชาชนจากระบบ "แจกแบบเหมาเข่ง" ไปสู่การช่วยเหลือแบบเฉพาะบุคคลตามระดับความจำเป็นที่แท้จริง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต 

เปลี่ยนจากสวัสดิการถ้วนหน้า เป็นช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า

สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุด อาจยังคงใช้เครื่องมืออย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวหลักในการดูแล

ขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลบุพการีและบุตร จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริง 

วางเป้าระบบช่วยเหลือแบบ Real-time

ทั้งนี้ การใช้ระบบ NIT รัฐต้องการพัฒนาระบบให้เป็นแบบ Real-time เพื่อรองรับการดูแลประชาชนได้ทันที เช่น หากใครตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบควรรับทราบและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมปีถัดไป 

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในระบบ NIT สำหรับกลุ่มที่จนที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ต่างกันไปตามความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งหากแยกแยะผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอยู่แล้ว หรือผู้ที่ไม่ลำบากจริงออกไปได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณและนำเงินไปดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น”

เชื่อม 40 แหล่งข้อมูล ยุติปัญหาสิทธิทับซ้อน

นายลวรณ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เป็น 40 แหล่งข้อมูล เพื่อใช้ในการคัดกรอง ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนหนึ่งคนได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบ้าง เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาได้ด้วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยความพิการร่วมด้วยหรือไม่ 

สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบปัจจุบันสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตการยื่นภาษีและรับสวัสดิการอาจทำได้ง่ายเพียงการ กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ (Data Cleansing) 

“การใช้ระบบนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถ รู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่าแต่ละคนทำงานหรือไม่ มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อที่รัฐจะได้เข้าไปช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของบุคคลนั้นๆ อย่างแท้จริง”