thansettakij
thansettakij
เอกชนผวา สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทย 12.5% เซ่นปมใช้แรงงานบังคับ

เอกชนผวา สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทย 12.5% เซ่นปมใช้แรงงานบังคับ

เอกชนมีหนาว หลังสหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทย 12.5% อ้างผลิตด้วยแรงงานบังคับพร้อม 60 ประเทศทั่วโลก บี้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งเจรจา หวั่นผลกระทบห่วงโซ่อุปทาน และตลาดแรงงานไทยหนัก

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เตรียมใช้กฎหมาย Forced Labour Tax เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 12.5% โดยอ้างเหตุผลเรื่องการใช้แรงงานบังคับในกระบวนการผลิต
  • ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 45 ประเทศที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราเพดานสูงสุด เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการป้องกันสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
  • มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "America First" เพื่อลดการขาดดุลการค้า หลังจากที่มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าก่อนหน้านี้ถูกศาลสูงสุดยกเลิก
  • นอกจากประเด็นแรงงานบังคับ ไทยยังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งเรื่องกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมได้

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการ เรื่อง Forced Labour สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทย 12.5% อ้างผลิตด้วยแรงงานบังคับพร้อมกับ 60 ประเทศทั่วโลก มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สหรัฐอเมริกาโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มอบหมายให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR สอบสวนประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งสินค้าเข้าไปสหรัฐฯ ที่มีพฤติกรรมใช้แรงงานบังคับในการผลิตสินค้า โดยขาดมาตรการควบคุมไม่ให้มีการใช้แรงงานลักษณะบังคับให้ทำงานโดยไม่เต็มใจหรือสมัครใจ อาจมีการขู่เข็ญบังคับให้ทำงานหรือทำล่วงเวลาโดยไม่จ่ายค่าจ้างหรือจ่ายไม่ครบตามสิทธิ์ที่ควรจะได้ 

กรณีแรงงานต่างด้าวมีพฤติกรรมยึดพาสปอร์ตหรือเอกสารสำคัญและมีการกักขังหน่วงเหนี่ยว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการค้ามนุษย์หลอกให้มาทำงานหรือทำงานไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ 

มาตรการนี้ถูกผลักดันออกมาหลังศาลสูงสุด หรือ US Supreme Court มีคำสั่ง (20 ก.พ.69) ว่า มาตรการของ ปธน.ทรัมป์ ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเก็บภาษีนำเข้าโต้ตอบการขาดดุลกับประเทศต่าง ๆ หรือ US Reciprocal Tariff กรณีสินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 19% เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย 

คำตัดสินนี้ทำให้มาตรการเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ที่ได้ดุลกับสหรัฐฯ ต้องถูกยกเลิกมี การประเมินว่าภาษีที่เก็บไปแล้วมีมูลค่ามากกว่า 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากศาลสูงมีคำสั่งยกเลิกรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้า หรือ The Trade Act of 1974 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าฉุกเฉินได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินที่รุนแรง 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ใช้มาตรานี้เรียกเก็บภาษี 10% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม นี้ หากจะขยายออกไปต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส นัยของการใช้กฎหมายนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการยังคงเก็บภาษีกับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ

จ่องัดกฎหมาย Forced Labour Tax

สถานะล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เตรียมใช้กฎหมาย Forced Labour Tax ภายใต้มาตรา 301 (1974) เพื่อไต่สวนและเตรียมเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10-12.5% จากคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทยโดยอ้างเหตุผลพบการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานการผลิต และบริการ มอบให้สำนักงานผู้แทนการค้า หรือ USTR เป็นผู้ไต่สวนประเทศที่ส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ โดยไม่เป็นธรรม

โครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม แยกตามโครงสร้างภาษีแบบแบ่งระดับ (Tiered Tariff) เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก จำนวน 15 ประเทศ เพดานภาษีนำเข้า 10% ในอาเซียนมีอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ฯลฯ เหตุผลมีการดำเนินการบางอย่างเกี่ยวกับการควบคุมแรงงานบังคับแต่ยังไม่สมบูรณ์ สหรัฐฯ พิจารณาว่ากัมพูชาเริ่มพยายามปรับปรุงมาตรฐานเพียงแต่ยังมีความเสี่ยงในการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

กลุ่มที่สอง จำนวน 45 ประเทศ เพดานภาษีนำเข้า 12.5% หลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งเวียดนามและประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มนี้ เหตุผลสหรัฐฯ พิจารณาว่ามีความ “ล้มเหลว” ในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีไทยได้อ้างว่ามีการเพิ่มความเข้มงวดและมีร่างกฎหมายใหม่แล้วแต่สหรัฐฯ ยังมองว่าไม่เพียงพอและไม่มีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง

กำหนดกติกาการค้าโลกฝ่ายเดียว

มาตรการของสหรัฐฯ หลังจากล้มเหลวในการใช้ภาษีโต้ตอบทางการค้า หันมาใช้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีกับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าซึ่งประเทศต่าง ๆ จะต้องส่งข้อมูลคำให้การภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 หลังจากนั้นสหรัฐฯ จะประกาศใช้มาตรการภาษีการใช้แรงงานบังคับสินค้าส่งออก “Force Labor Tax” ในวันที่ 24 กรกฎาคม เป็นการกำหนดกติกาการค้าโลกฝ่ายเดียวภายใต้นโยบาย The America First เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับประเทศต่าง ๆ 

ประเทศไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ติดใจการดูแลแรงงานบังคับเพียงแต่ไทยไม่มีกฎหมายและมาตรการที่ เป็นรูปธรรมในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่อาจมีการใช้แรงงานบังคับ โดยไทยจำเป็น จะต้องลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ หรือ ART : Agreement on Reciprocal Trade เพื่อที่จะได้ไปอยู่ในกลุ่มเสียภาษีในอัตราต่ำ ประมาณ 10%

ไทย 1 ใน 16 ประเทศ ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็ง

นอกจากนี้ไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศ ซึ่งถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งและกำลังถูกสอบสวนกล่าวหา เกี่ยวกับอัตรากำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมสูงเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) อาจเสียภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติมในอัตราสูง

เป็นการกล่าวหาว่า ไทยมีนโยบายสนับสนุนการผลิตเกินความต้องการของตลาด ทำให้มีสินค้าส่วนเกินส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในราคาที่ต่ำกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ เช่น กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ที่ทำจากพลาสติก เป็นต้น 

ข้อเท็จจริงกำลังการผลิตส่วนเกินของไทยปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ล่าสุดเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 64.61%

เหตุผลสำคัญที่สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทางสหรัฐฯ กำลังเพ่งเล็งไทย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่ง (ปีพ.ศ. 2569) สัดส่วน 23.25% ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองสัดส่วน 10.96% มูลค่าการส่งออก ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงปีที่แล้วมูลค่า 72,506.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 31.97% และการนำเข้าขยายตัว 9.4% 

ไทยได้เปรียบดุลการค้า 51,361.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และช่วง 4 เดือนแรก ปีพ.ศ. 2569 (ม.ค. - เม.ย.) ส่งออกขยายตัวสูงถึง 42.39% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันขยายตัวเพียง 21.97%

ปัญหาการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นการเจรจาฝ่ายเดียวเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งด้านการได้เปรียบดุลการค้า การถูกกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ รวมถึงกล่าวหาว่าไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินไปทุ่มราคาขายในประเทศ

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการเจรจาเพราะตลาดสหรัฐฯ มีความสำคัญมีผลกระทบต่อโซ่อุปทานและตลาดแรงงาน