
เจาะลึก 'สภาผู้บริโภค' ฟ้องบริษัทแม่ 4 แพลตฟอร์มโลก เรียกค่าเสียหาย 230 ล้าน
ครั้งแรกในไทย สภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง 4 แพลตฟอร์มยักษ์โลกและ 9 ธนาคาร ฐานปล่อยมิจฉาชีพหลอกลงทุนดูดเงินเหยื่อ 230 ล้านบาท ศาลนัดพร้อมนัดแรก 3 ส.ค. นี้ จี้บริษัทแม่ร่วมรับผิดชอบและหยุดภัยออนไลน์
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง 4 แพลตฟอร์มระดับโลก (Meta, LINE, Apple, Google) และ 9 สถาบันการเงิน เพื่อเรียกค่าเสียหายกว่า 230 ล้านบาท ให้แก่ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อหลอกลงทุนออนไลน์
- การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มุ่งเอาผิดถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภค
- แพลตฟอร์มถูกกล่าวหาว่าละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบและดูแลความปลอดภัย (Duty of Care) ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้โฆษณาและแอปพลิเคชันปลอมหลอกลวงผู้เสียหาย
- ศาลแพ่งได้กำหนดนัดพร้อมคู่ความนัดแรกเพื่อพิจารณาคดีในวันที่ 3 สิงหาคม 2569
สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) พร้อมทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง รัชดา ในวันนี้ (8 มิ.ย.69) เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคกลุ่มแรกจำนวน 10 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท โดยภายหลังการยื่นฟ้อง ศาลแพ่งได้กำหนดวันนัดสำคัญสำหรับคดีนี้ คือวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็น "วันนัดพร้อมคู่ความนัดแร
การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มุ่งเอาผิดถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
เปิดรายชื่อ "จำเลย" ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติและสถาบันการเงิน
รายชื่อบริษัทและองค์กรที่ถูกฟ้องร้องแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ (ฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค) การฟ้องร้องครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเอาผิดถึง "บริษัทแม่" ในต่างประเทศที่เป็นเจ้าของระบบและควบคุมนโยบายโฆษณา ประกอบด้วย:
- กลุ่ม Meta (Facebook): ฟ้องทั้ง Meta Platforms, Inc. (สหรัฐอเมริกา), Meta Platforms Ireland Limited (ไอร์แลนด์), และบริษัทในประเทศไทย
- กลุ่ม LINE: ฟ้อง LINE Corporation (ญี่ปุ่น) และ LINE ประเทศไทย
- กลุ่ม Apple: ฟ้อง Apple Inc. (สหรัฐอเมริกา) และ Apple ประเทศไทย (ผู้ให้บริการ App Store)
- กลุ่ม Google: ฟ้อง Alphabet Inc./Google (สหรัฐอเมริกา) และ Google ประเทศไทย (ผู้ให้บริการ Google Play Store)
2. กลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหาย ทั้งธนาคารต้นทางที่โอนออกและธนาคารปลายทางที่เป็นบัญชีม้า (มักเป็นบัญชีนิติบุคคล) โดยธนาคารถูกฟ้องฐานไม่ตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือระงับธุรกรรมทั้งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย
กระบวนการหลอกลวงแบบ "ครบวงจร" บนระบบที่ขาดการคัดกรอง
ทนายความผู้รับผิดชอบคดีเปิดเผยว่า มิจฉาชีพมีพฤติการณ์ใช้ระบบของแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการใช้ Algorithm ของ Facebook แสดงโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) ที่แอบอ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่กลุ่ม LINE
จากนั้นจะหลอกให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมผ่านทาง App Store หรือ Play Store ซึ่งผู้เสียหายต่างเชื่อมั่นว่าเป็นช่องทางที่ปลอดภัยและมีการตรวจสอบแล้ว สุดท้ายจบลงด้วยการโอนเงินผ่านระบบธนาคารไปยังบัญชีม้านิติบุคคลที่จดทะเบียนบริษัทบังหน้า
จี้บริษัทแม่รับผิดชอบ "หน้าที่แห่งความระมัดระวัง"
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า แพลตฟอร์มระดับโลกเหล่านี้มีหน้าที่ในการตรวจสอบตัวตน (Duty of Verify) และหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย (Duty of Care) แต่กลับปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ช่องทางโฆษณาทำกำไรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สภาผู้บริโภคจึงต้องฟ้องให้ถึงบริษัทแม่ที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและรับส่วนแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาเหล่านี้ โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ปล่อยให้มิจฉาชีพมาตั้งโต๊ะหลอกคนในห้างโดยไม่รับผิดชอบใดๆ
เสียงสะท้อนจากเหยื่อ: สูญ 165 ล้านเพียงคนเดียว
ในบรรดาผู้เสียหาย 10 ราย มีกรณีที่น่าสนใจ เช่น ผู้เสียหายรายหนึ่งที่สูญเงินสูงถึง 165 ล้านบาท จากการหลอกลงทุนหุ้น และผู้เสียหายจากหนองบัวลำภูที่สูญเงินกว่า 3 ล้านบาท
โดยระบุว่ามิจฉาชีพใช้จิตวิทยาขั้นสูง มีการสอนเทรดหุ้นจริงประกอบเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ผู้เสียหายส่วนใหญ่ระบุว่าตนเองหมดศรัทธากับหน่วยงานรัฐที่มักอ้างว่าทำตามขั้นตอนแต่ไม่สามารถเยียวยาได้จริง
ทั้งนี้ ศาลแพ่งได้นัดพร้อมคู่ความนัดแรกเพื่อพิจารณาคดีในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 สภาผู้บริโภคหวังว่าการลุกขึ้นสู้ครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย







