thansettakij
thansettakij
พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ฉบับใหม่

ผ่าไส้ใน 'พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก' ฉบับใหม่ ข้าราชการเลิกดึงเวลา-ใช้ดุลพินิจ

28 พ.ค. 69 | 05:44 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 69 | 06:16 น.

เจาะลึกแบบรายมาตรา พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ รื้อระบบราชการไทย ขยายคุ้มครองถึงสวัสดิการประชาชน บังคับหน่วยงานรัฐเปิดแนวทางดุลพินิจป้องกันรีดไถ-ดึงเวลา พร้อมหมัดเด็ด "อนุญาตโดยปริยาย" หากรัฐล่าช้า ถือว่าประชาชนชนะ

KEY

POINTS

  • พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ บังคับให้หน่วยงานรัฐต้องระบุ "แนวทางการใช้ดุลพินิจ" เป็นลายลักษณ์อักษรในคู่มือสำหรับประชาชน เพื่อจำกัดการใช้อำนาจตามอำเภอใจและป้องกันการทุจริต
  • ใช้มาตรการ "อนุญาตโดยปริยาย" หากเจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอสำหรับกิจการความเสี่ยงไม่สูงไม่เสร็จตามกำหนดเวลา เพื่อแก้ปัญหาการจงใจดึงเรื่องล่าช้า
  • ลดภาระประชาชนโดยห้ามหน่วยงานรัฐเรียกสำเนาเอกสารที่รัฐเป็นผู้ออกเอง และเร่งรัดการตรวจสอบคำขอทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เสร็จภายในวันทำการถัดไป

หน้าประวัติศาสตร์ใหม่การบริการจากหน่วยงานราชการไทย "ดุลพินิจ" ของเจ้าหน้าที่รัฐมักถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ดาบสองคม" ที่บ่อยครั้งคมหนึ่งมักหันเข้าหาประชาชนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ 

การปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่จาก พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ผ่านไป 11 ปี มาสู่ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะมีขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้บังคับต่อไป 

ฐานเศรษฐกิจ วิเคราะห์เจาะลึกแบบลงรายละเอียดรายมาตรา พบว่า พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ จะเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการลดภาระการติดต่อรัฐ และยกระดับบริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่คือการ "รื้อโครงสร้างอำนาจ" เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

บททั่วไป: ปรับหัวใจราชการ "ประชาชนคือประธานแห่งสิทธิ"

จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ใน มาตรา 8 ของฉบับใหม่ที่เขียนไว้อย่างทรงพลังว่า 

"เจ้าหน้าที่รัฐพึงตระหนักว่า ประชาชนเป็นประธานแห่งสิทธิที่จะได้รับบริการจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ"

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเดิมที่มองประชาชนเป็น "ผู้มาขอรับความเมตตา" ให้กลายเป็น "เจ้าของสิทธิ" โดยระบุชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการ

หมวด 1 และ 2: ขยายขอบเขตและ "กับดัก" ดุลพินิจ

ความแตกต่างที่สำคัญคือ มาตรา 4 ของกฎหมายฉบับใหม่ ได้ขยายขอบเขตจากการแค่ "อนุญาต" ไปสู่ "การให้บริการหรือประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชน" ซึ่งครอบคลุมไปถึงการจ่ายเงินสวัสดิการและการสงเคราะห์ต่างๆ ตามที่ระบุไว้ใน หมวด 3 มาตรา 26 ด้วย

แต่ที่เป็นหมัดเด็ดที่สุดคือ  ซึ่งระบุว่า "คู่มือสำหรับประชาชน" ต้องมีรายละเอียด "แนวทางการใช้ดุลพินิจ" นี่คือจุดตายของการทุจริต

เพราะกฎหมายเดิม (2558) มาตรา 7 กำหนดเพียงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ทำให้เจ้าหน้าที่ยังเหลือช่องว่างในการอ้างดุลพินิจส่วนตัว

แต่กฎหมายใหม่ บังคับให้รัฐต้อง "ระบุให้ชัดเป็นลายลักษณ์อักษร" ถึงขั้นตอน วิธีการเหุตผลในการตัดสินใจใช้ดุลพินิจเรื่องนั้นๆออกมาเป็นตัวอักษรลงในคู่มือประชาชน  

หากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจนอกเหนือจากแนวทางที่ประกาศไว้ จะถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายทันที

มาตรา 11 และ 16: อวสาน "สำเนาบัตรประชาชน" และสปีดเจ้าหน้าที่

ร่างกฎหมายใหม่ใน มาตรา 11 ห้ามหน่วยงานรัฐเรียกเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาที่รัฐเป็นผู้ออกเองหรือมีข้อมูลอยู่แล้ว

และที่น่าทึ่งคือ มาตรา 16 ระบุว่าหากประชาชนยื่นคำขอทางอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เสร็จภายใน "วันทำการถัดไป" เท่านั้น ซึ่งเป็นการบีบให้รัฐต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว

มาตรา 19: "อนุญาตโดยปริยาย" เมื่อความล่าช้าคือคำอนุมัติ

นี่คือบทบัญญัติที่ "สั่นสะเทือน" ระบบราชการที่สุด ใน มาตรา 19 กำหนดว่า

"สำหรับกิจการที่ไม่มีความเสี่ยงสูง หากผู้อนุญาตพิจารณาไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนดในคู่มือ และไม่ได้แจ้งขยายเวลาตามเกณฑ์ ให้ถือว่าผู้อนุญาตมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ"

มาตรการนี้จะปิดทางเจ้าหน้าที่ที่แกล้งดึงเรื่องเพื่อรอเงินสินบนใต้โต๊ะ เพราะยิ่งดึงเรื่องนานเท่าไร ประชาชนจะสามารถดำเนินคดีในมาตรานี้ได้ทันที

มาตรา 21 และ 22: ปลดล็อกโซ่ตรวนทางธุรกิจ

สำหรับนักลงทุน มาตรา 21 แนะนำระบบ "ใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตรอง" (Super License) ที่ช่วยให้การได้รับใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียว ครอบคลุมไปถึงใบอนุญาตรองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ มาตรา 22 ให้อำนาจรัฐในการขยายอายุใบอนุญาตที่สั้นกว่า 5 ปี ให้เป็น "ไม่น้อยกว่า 5 ปี" เพื่อลดภาระการยื่นขอต่ออายุที่ซ้ำซ้อน

หมวด 5 และมาตรา 35: บริการพิเศษที่โปร่งใส

ใน มาตรา 30 กฎหมายใหม่เปิดทางให้ "มอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ" ศูนย์รับคำขอกลางได้ เพื่อความคล่องตัวแบบมืออาชีพ

และที่สำคัญคือ มาตรา 35 ที่อนุญาตให้มี "ช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน" (Express Service) สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดย ยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มตามเกณฑ์ที่กำหนด

ซึ่งเป็นการดึง "ค่าธรรมเนียมความเร็ว" จากใต้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนดินอย่างโปร่งใส และเงินส่วนหนึ่งยังนำไปพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้น

แหล่งข่าว ระบุกับฐานเศรษฐกิจว่า การเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายฉบับปี 2558 มาสู่ร่างฉบับใหม่นี้ คือการติดอาวุธให้ประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านมาตราสำคัญอย่าง มาตรา 14 (ดุลพินิจ) และ มาตรา 19 (อนุญาตโดยปริยาย) ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่เปลี่ยนจากการดึงเรื่อง ดองเอกสารให้นานที่สุดเพื่อเรียกสินบน การรีดไถ ให้เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในการบริการประชาชน