
‘อนุทิน’ สั่งลดดุลพินิจ-เปิดข้อมูล รับลูกเอกชนแก้คอร์รัปชัน
นายกฯ อนุทิน สั่งทุกหน่วยงานรัฐลดดุลพินิจ เปิดข้อมูล Open Data ต้านคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง หลัง กกร. เตรียมส่งหลักฐานสินบนให้กรมควบคุมมลพิษ 22 พ.ค.นี้ พร้อมชง 6 ข้อปฏิรูปราชการ นำ AI-Big Data จับพฤติกรรมทุจริตแบบเรียลไทม์
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน สั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ตอบรับข้อเสนอจากภาคเอกชน (กกร.)
- เน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยให้นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน และทำให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใสตรวจสอบได้
- การดำเนินการนี้เป็นผลจากการที่ภาคเอกชนเปิดโปงข้อมูลการรับสินบน โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนปัญหาและนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการ ไม่ได้มุ่งเอาผิดรายบุคคล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 หลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดโปงข้อมูลการรับสินบนในหน่วยงานราชการ จนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ
ในที่ประขุมนายอนุทิน ออกคำสั่งชัดเจนให้ทุกหน่วยงานรัฐปรับโครงสร้างการทำงาน ลดขั้นตอนดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร.กล่าวว่า การขับเคลื่อนของ กกร.ครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานวิชาการ ทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และสถาบันยวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการทุจริต โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกล้าเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ภายใต้ระบบที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้
ชูแก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ประเด็นสำคัญที่ ดร.พจน์ เน้นย้ำ คือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องไม่ใช่เพียงการเอาผิดรายบุคคล แต่ต้องแก้ที่โครงสร้าง และสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมไทย โดยระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของภาคธุรกิจหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่กระทบต่อประเทศชาติและคนรุ่นต่อไป หากยังปล่อยให้ฝังรากลึก จะกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต
กรณีที่กรมควบคุมมลพิษระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเรื่องการเรียกรับสินบนจากกกร.นั้น ดร.พจน์ ยืนยันว่า ขณะนี้ได้หารือร่วมกันแล้ว และจะมีการส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นผลสำรวจและแบบสอบถามที่จัดทำตามแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของข้อมูลชุดนี้ ไม่ได้มุ่งเอาผิดใคร เป็นรายบุคคล แต่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริงในอดีต และใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐในอนาคต โดยเฉพาะการชี้ช่องว่างเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริต
ม.หอการค้าเดินหน้าตรวจสอบเชิงลึก
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เอกสารชี้แจงและกระบวนการสำรวจจัดทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเนื้อหาหลักจะอธิบายขั้นตอนการเก็บข้อมูล วิธีการสำรวจ และกรอบการทำงานที่ยึดตามมาตรฐานสากลร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. และธนาคารโลก
ทั้งนี้ กกร.มองว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจากนี้ จะต้องอาศัยความร่วมมือเชิงรุกจากทุกฝ่าย เพื่อพัฒนาไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกในอนาคต ว่าหน่วยงานใดหรือขั้นตอนใดมีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
3 กลุ่มราชการตอบสนองข้อมูลทุจริต
ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับฐานเศรษฐกิจว่า ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลการสำรวจในเชิงลึก ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มของหน่วยงานราชการ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีความเป็นมืออาชีพมาก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณชย์ ที่ออกมาแถลงแสดงความเป็นมืออาชีพในการบริหาร ด้วยการตอบสนองในมิติที่ระบุว่ายินดีรับฟัง กกร. เพราะเป็นข้อมูลที่ดี และขอให้เอกชนที่เปิดเผยเรื่องนี้เข้ามาให้คำแนะนำได้
2. กลุ่มที่มีท่าทีเฉยๆ และ 3. กลุ่มที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการโกง เช่น กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นกรมเดียวที่ที่ออกมาแถลงยืนยันว่าไม่มีอำนาจออกใบอนุญาต ไม่มีช่องทางเรียกรับเงิน และเรียกร้องขอหลักฐานชี้แจงภายใน 7 วัน หากไม่มีมูลจริงต้องแถลงขอโทษทางการ
ดร.มานะ กล่าวด้วยว่า เป็นท่าทีที่ดีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเมื่อวันที่ 20 พ.ค.69 หลังจาก กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตการรับสินบนในหน่วยงานราชการ ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่นายกฯรับฟังด้วยตัวเอง และตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชน หากมีการดำเนินการอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องจะเป็นผลดีกับประเทศ
เอกชนปักหมุดปฏิรูปโครงสร้าง
แหล่งข่าวจากที่ประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ - เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเมื่อวันที่ ในที่ประชุมภาคเอกชนได้จัดทำข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลประกอบด้วย
1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้
4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time
6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
นายกฯ รับลูก สั่งลดดุลพินิจ เปิดข้อมูล
แหล่งข่าวกล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณและตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร และเครือข่าย 6 ข้อ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล (open data) การบูรณาการข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต มอบหมายให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
2. ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด และที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
3. ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ และเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “Open Government” ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
หลังจากนั้น ภาคเอกชนได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,203 วันที่ 24-27 พ.ค.2569







