
ดันปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว ลดคนสูบ-เพิ่มรายได้รัฐ
“หมอประกิต” เดินหน้าดันปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่ “อัตราเดียว” ชี้เป็นทางออกที่ช่วยเพิ่มรายได้รัฐและลดจำนวนผู้สูบ
KEY
POINTS
- เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น "อัตราเดียว" เพื่อแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์ยาสูบมีราคาแตกต่างกันมาก ทำให้เยาวชนและผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงได้ง่าย
- การใช้ภาษีอัตราเดียวคาดว่าจะช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้ ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีของรัฐที่ลดลงอย่างมากจากระบบภาษีสองอัตราในปัจจุบัน
- ระบบภาษีสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้รัฐจากการเก็บภาษีบุหรี่ลดลงหลายหมื่นล้านบาท เนื่องจากผู้ผลิตหันไปแข่งขันในตลาดราคาถูกเพื่อเสียภาษีน้อยลง
การแก้ปัญหายาสูบไทยให้ถูกจุด หัวใจสำคัญคือ “ราคาและภาษี” เพราะโครงสร้างภาษียังเปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบมีราคาต่างกันมาก เด็ก เยาวชน และผู้มีรายได้น้อยจึงเข้าถึงได้ง่าย ทำให้การลดจำนวนผู้สูบไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ส่งผลให้รายได้รัฐหายไปมหาศาล และสังคมไทยต้องแบกรับผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงขึ้นทุกปี ทั้งโรคเรื้อรังและค่าใช้จ่ายการรักษาที่สูงขึ้นจากบุหรี่ราคาถูกและบุหรี่เถื่อน
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนของนโยบายยาสูบไทยคือ “ราคา” เพราะเมื่อราคายาสูบแต่ละชนิดต่างกันมาก นโยบายลดการสูบบุหรี่จึงไม่ค่อยได้ผล ปัจจุบันบุหรี่ซองถูกกฎหมายมีราคาประมาณ 60 กว่าบาท ขณะที่ยาเส้นยังขายเพียง 10 บาท หากผู้สูบไม่มีเงินซื้อบุหรี่ซอง ก็ควรเลิกสูบ
“ราคาที่สูงขึ้นคือแรงจูงใจให้เลิกสูบ แต่ในทางปฏิบัติผู้สูบบุหรี่กลับหันไปสูบยาเส้นแทน ซึ่งถือเป็นความผิดพลาด เพราะตามหลักสากล ผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่ควรมีราคาที่ต่างกันมากเกินไป”
ภาษีอัตราเดียวเพิ่มรายได้รัฐและลดคนสูบ
ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ภาษีเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดราคาจากการใช้อัตราภาษี 2 อัตราเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหา ทำให้ทำรายได้รัฐลด และผู้ผลิตผู้ขายบุหรี่มุดหนีลงตลาดล่าง แต่ถ้าเป็นภาษีอัตราเดียวเชื่อว่าจะเพิ่มรายได้รัฐและลดคนสูบได้ในอนาคต
ข้อดีของภาษีอัตราเดียว คือ รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น และช่วยลดจำนวนผู้สูบ แต่ตรงกันข้ามระบบภาษี 2 อัตราเป็นระบบที่หลายประเทศเลิกใช้แล้ว แต่ไทยกลับนำระบบภาษี 2 อัตรามาใช้ตั้งแต่ปี 2560 ผลคือ กำไรของโรงงานยาสูบจากเดิมปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท ลดลงเหลือไม่ถึงร้อยล้านบาท ขณะที่ภาษีรัฐที่จัดเก็บได้ก็ลดลง เพราะบุหรี่ที่ควรเสียภาษีสูงกลับหนีลงมาแข่งขันในตลาดล่างเกือบ 95% เพื่อให้เสียภาษีน้อยลง
“การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว รัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น ซึ่งเป็นหลักสากล องค์การอนามัยโลกเคยส่งผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำไทยตั้งแต่ปี 2561 และ 2562 ให้รีบปรับเหลืออัตราเดียว แต่ไทยไม่ได้ดำเนินการ กลับไปปรับระดับภาษีภายใต้ระบบ 2 อัตราแทน ซึ่งไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ดังนั้นควรปรับเป็นอัตราเดียว แต่ไม่ทราบว่ายังชักช้าอยู่ตรงไหน”
ลุ้นครม. เคาะภาษีบุหรี่อัตราเดียว
ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ภาครัฐได้ข้อสรุปแล้วว่าจะปรับเป็นภาษีอัตราเดียว แต่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยก่อนหน้านี้มีการสอบถามความเห็นทางกฎหมายว่า การเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวจะขัดรัฐธรรมนูญหรือกระทบรัฐบาลถัดไปหรือไม่ แต่ขณะนี้ผ่านรัฐบาลเฉพาะกาลมาแล้วและเข้าสู่รัฐบาลใหม่แล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่สามารถเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีได้เต็มที่
“หลังได้ข้อสรุปว่าจะปรับภาษีเป็นอัตราเดียวแล้ว แต่จะเกิดขึ้นเมื่อไรไม่ทราบ เพียงแต่มีข่าวจากฝั่งโรงงานยาสูบ (ปัจจุบันคือการยาสูบแห่งประเทศไทย) ออกมาโจมตีว่าการปรับเป็นอัตราเดียวจะยิ่งแย่ ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหว และรัฐบาลน่าจะนำเข้าสู่ ครม. ในไม่ช้า”
รายได้รัฐสูญหมื่นล้าน
ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบภาษี 2 อัตรา บุหรี่ต่างประเทศมีส่วนแบ่งตลาด 30% ส่วนบุหรี่ไทยมากกว่า 60% แต่หลังเปลี่ยนระบบภาษี ส่วนแบ่งของบุหรี่ไทยลดลงเหลือไม่ถึง 50% และบางช่วงบุหรี่ต่างประเทศมีสัดส่วนมากกว่าโรงงานยาสูบไทย การเสียตลาดของยาสูบไทยจึงนับว่าน่าสนใจ เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างชาติ
ขณะที่บุหรี่ต่างชาติที่ผลิตจากประเทศอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ สามารถทำราคากลางได้ถูกกว่าบุหรี่ไทยที่ขายดีที่สุด ทำให้โรงงานยาสูบไทยแข่งขันลำบาก ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะโรงงานยาสูบ แต่ยังกระทบรายได้รัฐด้วย เพราะกำไรของโรงงานยาสูบประมาณ 80% ต้องส่งเข้ารัฐบาล
“ก่อนปรับโครงสร้างภาษี รัฐเคยเก็บภาษีได้เกือบ 7 หมื่นล้านบาท แต่ค่อย ๆ ลดลง จนปีที่แล้วเหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท รายได้หายไปเป็นหมื่นล้านบาท”
บุหรี่เถื่อนโยงคอร์รัปชัน
การขึ้นภาษีอาจทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ศ.นพ.ประกิต มองว่าปัญหาบุหรี่เถื่อนเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการควบคุมและระดับคอร์รัปชันมากกว่าระดับภาษี หากระบบควบคุมไม่ดีและมีคอร์รัปชันสูง บุหรี่เถื่อนก็เล็ดรอดเข้ามาได้ง่าย แต่ในประเทศที่บังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง
“แม้ขึ้นภาษีก็ไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนระบาดเหมือนในไทย เช่นการตรวจโกดังสินค้าที่แหลมฉบังทำได้เพียง 20-30% ส่วนที่เหลือไม่สามารถตรวจได้ทั้งหมด จึงมีโอกาสที่สินค้าผิดกฎหมายหลุดรอดเข้ามา กระบวนการสกัดของเถื่อน รวมถึงบุหรี่เถื่อน ยังมีปัญหาเยอะ องค์กรศุลกากรโลกเคยระบุว่า ในบรรดาของเถื่อนทั้งหมด บุหรี่เถื่อนมีจำนวนมากที่สุด เพราะผ่านง่ายและมีลูกค้ารออยู่”
ภาษีบุหรี่เป็นมาตรการช่วยคนจน
ศ.นพ.ประกิต ย้ำว่า ประชาชนหรือมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ไม่ได้ประโยชน์ทางตรงจากการปรับภาษีบุหรี่ สิ่งที่ได้คือจำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยและเด็กเยาวชน ภาษีบุหรี่ถือเป็นมาตรการแบบ pro-poor หรือเป็นประโยชน์ต่อคนจนมากกว่าคนฐานะดี เพราะเมื่อราคาบุหรี่แพงขึ้น คนรายได้น้อยมีแนวโน้มสูบน้อยลง เลิกสูบ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าคนรายได้สูง
“การปรับภาษีบุหรี่ซองอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่นด้วย โดยเฉพาะยาเส้นและบุหรี่เถื่อน ที่ประเทศอังกฤษเก็บภาษียาเส้นใกล้เคียงกับภาษีบุหรี่ซอง ทำให้ราคาขายใกล้เคียงกัน ต่างจากไทยที่บุหรี่ซองราคา 60 บาท แต่ยาเส้นราคา 10 บาท ต่างกันถึง 6 เท่านี่ไม่ถูกต้อง เลยทำให้นโยบายภาษีไม่ได้ผลเท่าที่ควร”
ภาษีบุหรี่ใหม่ ต้อง win-win
ศ.นพ.ประกิต เห็นว่า หากไทยปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว จะเห็นผลได้รวดเร็วภายในปีเดียว ทั้งในแง่รายได้รัฐและพฤติกรรมการสูบ การเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จะทำให้ไทยไม่ “สอบตก” เรื่องภาษีอีกต่อไป เพราะภาษีบุหรี่ที่ดีควรสร้างประโยชน์พร้อมกันทั้งต่อรัฐและประชาชน
“ภาษีบุหรี่ที่ดี คือ win-win รัฐบาลมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น และสุขภาพประชาชนดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ที่เคยปรับภาษีจาก 4 อัตรา เหลือ 2 อัตรา และต่อมาปรับเหลืออัตราเดียว ทำให้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท เป็นระดับแสนล้านบาทภายในไม่กี่ปี ขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ก็ลดลง”
ส่วนผู้เสียประโยชน์จากการปรับภาษี มีเพียงกลุ่มเดียวคือบริษัทบุหรี่ ทั้งต่างประเทศและไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่คัดค้านการปรับเป็นภาษีอัตราเดียวมาโดยตลอด
บุหรี่ไฟฟ้าเอื้อนักสูบหน้าใหม่
สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า เป็นอีกปัญหาที่น่ากังวล เพราะเริ่มแพร่ไปถึงเด็กอายุต่ำกว่าระดับมัธยม จากเดิมที่เริ่มสูบในช่วงอายุ 14-17 ปี แต่ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าทำให้อายุเริ่มต้นของผู้สูบลดต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องปรับแบบสำรวจใหม่ให้ครอบคลุมถึงเด็กเล็กมากขึ้น
ส่วนสถานการณ์การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2567 อัตราการสูบบุหรี่มวนในกลุ่มเด็กอายุ 15 -19 ปี ยังทรงตัวอยู่ราว 9% ขณะที่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 21% แนวโน้มปี 2569 บุหรี่ไฟฟ้าอาจลดลงเล็กน้อยจากช่วงพีคเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เคยสูงถึง 23% ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่น่าห่วง
“เหตุที่บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มลดลง มาจากการปราบปรามที่จริงจัง เข้มข้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ไปเพิ่มความเข้มงวดกับบุหรี่ไฟฟ้า จนลดการคุมเข้มเรื่องบุหรี่มวนหรือภาษี ก็เลยทำให้อัตราการสูบบุหรี่มวนทรงตัว”
ปัจจุบันเยาวชนได้รับทั้งข้อมูลที่บิดเบือน และเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย โดยเฉพาะในไทยที่ยังซื้อผ่านออนไลน์สะดวก ทำให้การควบคุมเป็นปัญหาใหญ่ กลุ่มเสี่ยงสำคัญคือ เด็ก เยาวชน ผู้หญิง และนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เริ่มมีสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่า ในกลุ่มหญิงสาวอายุน้อย อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 5-6% แม้ยังไม่ถึง 10% แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับฐานเดิม







