thansettakij
thansettakij
บุหรี่ไฟฟ้าฯ ปัญหาสังคมและสุขภาพเยาวชนที่ไม่ควรถูกมองข้าม

บุหรี่ไฟฟ้าฯ ปัญหาสังคมและสุขภาพเยาวชนที่ไม่ควรถูกมองข้าม

04 มิ.ย. 69 | 23:06 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 02:12 น.

ท่ามกลางการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่เด็กและเยาวชนควรถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญด้านสังคมและสุขภาพ เพื่อปกป้องทุนมนุษย์ของประเทศในอนาคต

KEY

POINTS

  • จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุ 10-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เริ่มสูบเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ทั้งหมด
  • บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน (EVALI) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายของเยาวชนที่กำลังเจริญเติบโต
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย มีรสชาติหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย และการตลาดออนไลน์ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่ายขึ้น

ปี 2570 จะเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ซึ่งต้องยอมรับว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจและสังคมไทยต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดต่ำลง ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งคุณภาพการศึกษา คุณภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงปัญหาสังคม เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ปัญหายาเสพติด และปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์

ปัจจุบัน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป เมื่อพิจารณาร่างแผนพัฒนาฯ ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ประเด็นด้านสังคมจำนวนมากถูกวางไว้ในฐานะ “ฐานรองรับการเพิ่มผลิตภาพ” และ “เครื่องมือสร้างรายได้ให้กับประเทศ” มากกว่าจะถูกจัดวางในฐานะปัญหาสังคมเฉพาะที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยตรง

ความยากจนถูกเชื่อมโยงกับการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่ม

ตัวอย่างเช่น ประเด็นความยากจนถูกเชื่อมโยงกับการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่ม ลดความซ้ำซ้อน และผูกสวัสดิการเข้ากับการพัฒนาทักษะ ขณะที่ประเด็นความเหลื่อมล้ำถูกวางอยู่ภายใต้ความพยายามเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการกระจายโอกาส ส่วนระบบสุขภาพเชิงป้องกันก็ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่ และข้อมูลสุขภาพเพื่อปรับพฤติกรรมของประชาชน กล่าวได้ว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่นี้ให้ความสำคัญกับการใช้กลไกทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเพิ่มผลิตภาพ เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาสังคม

แนวทางดังกล่าวมีข้อดี เพราะทำให้ประเด็นทางสังคมไม่ถูกแยกขาดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วยให้การลงทุนทางสังคมถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับศักยภาพประเทศ อย่างไรก็ตาม ความมุ่งเน้นเช่นนี้อาจทำให้ปัญหาสังคมเฉพาะบางประเด็น ซึ่งไม่สามารถเชื่อมโยงกับผลิตภาพหรือรายได้ทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ถูกลดความสำคัญลงหรือหลุดออกจากกรอบการวางแผน ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพประชาชน และต้นทุนทางสังคมในระยะยาวอย่างรุนแรง

บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในประเด็นที่ควรได้รับความสำคัญมากขึ้น คือ ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประมาณการว่าจำนวนผู้สูบเพิ่มขึ้นจากราว 1.5 แสนคนในปี 2564 เป็นประมาณ 1.7 ล้านคนในปี 2568 ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้สูบเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 10–19 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ยังอยู่ระหว่างการเติบโต มีความอยากรู้อยากลอง ต้องการการยอมรับจากเพื่อน และอาจได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์หรืออินฟลูเอนเซอร์ โดยยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

การเพิ่มขึ้นของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังเกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรค EVALI หรือ E-cigarette or Vaping Product Use-Associated Lung Injury ซึ่งหมายถึงภาวะปอดอักเสบหรือปอดบาดเจ็บรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์สูบไอระเหย ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีไข้ อ่อนเพลีย หรือมีอาการคล้ายปอดอักเสบรุนแรง ในบางรายอาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ใช้ออกซิเจน หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้ผู้ป่วยบางส่วนจะฟื้นตัวได้หลังได้รับการรักษา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่สมรรถภาพปอดจะลดลงหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ร่างกายยังอยู่ระหว่างการเจริญเติบโต ปัญหานี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “พฤติกรรมเสี่ยงส่วนบุคคล” แต่ควรถูกยกระดับเป็นประเด็นสุขภาพและสังคมที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ

ยิ่งไปกว่านั้น บุหรี่ไฟฟ้ายังมีลักษณะที่แตกต่างจากบุหรี่แบบดั้งเดิมในหลายด้าน ทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบให้ดูทันสมัย กลิ่นและรสชาติที่หลากหลาย ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการสื่อสารทางการตลาดที่แฝงอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้การบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการควบคุมแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังนั้น หากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องการเป็นกรอบการพัฒนาประเทศที่ตอบโจทย์อนาคตอย่างแท้จริง ก็ควรบรรจุประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าไว้เป็นหนึ่งในปัญหาสังคมและสุขภาพสำคัญที่ต้องได้รับการจัดการในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในมิติของการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การควบคุมการตลาดออนไลน์ การเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย การสร้างความรู้เท่าทันในโรงเรียนและครอบครัว ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อประเมินขนาดของปัญหาและผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของปัญหาสังคมที่อาจหลุดออกจากกรอบการวางแผน หากเรามองการพัฒนาในมิติของเศรษฐกิจ ผลิตภาพ และเทคโนโลยีเป็นหลักมากเกินไป แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ควรมีพื้นที่ให้กับปัญหาสังคมเฉพาะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นทุนมนุษย์สำคัญของประเทศในอนาคต