thansettakij
thansettakij
เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

03 มิ.ย. 69 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มิ.ย. 69 | 02:31 น.

รัฐบาลลุย ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ ลดขนาดภาครัฐ ผ่าแผนการทำงานและแนวคิดทั้งหมดจากรองนายกฯ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” พร้อมแย้มข่าวดี พร้อมรีสกิลข้าราชการเดิม พ่วงปรับฐานเงินเดือนใหม่ที่เหมาะสม

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่ไม่จำเป็นและปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัย
  • เป้าหมายหลักคือการลดขนาดภาครัฐให้เล็กลงและคล่องตัวขึ้น เพื่อเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" และรองรับการทำงานในยุคดิจิทัล
  • ควบคู่กับการลดคน จะมีการพัฒนาทักษะ (Re-skill) ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบ และปรับโครงสร้างค่าตอบแทนและเงินเดือนใหม่ให้เหมาะสมกับภาระงาน

มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire สำหรับข้าราชการ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านการบริหารภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป็นนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ข้อที่ 21 มีใจความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 

ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง รวมทั้งเปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

การดำเนินการดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนโฉมรัฐราชการแบบเดิม ไปสู่ระบบราชการที่ทันสมัย กระชับ คล่องตัวในการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการยกระดับพัฒนาทักษะข้าราชการเดิมให้มีความเชี่ยวชาญรับโลกแห่งเทคโนโลยียมากขึ้น

ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

สำหรับเหตุผลสำคัญเกี่ยวกับการลดจำนวนข้าราชการลง เนื่องด้วยในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ระบบกฎหมายไทยแบบเดิมที่เน้นการควบคุม (Control System) ทำให้ต้องใช้คนจำนวนมากในการอนุมัติอนุญาต แต่เมื่อนำเทคโนโลยี Agentic AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ กระบวนงานจะกระชับขึ้น ความจำเป็นในการใช้คนจึงลดลง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ถึง 8,700 คนภายในปีเดียว

ปรับค่าตอบแทนข้าราชการใหม่

นายปกรณ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire ของข้าราชการอย่างเหมาะสมแล้ว รัฐบาลจะพัฒนาทักษะข้าราชการเดิม และข้าราชการบรรจุใหม่ที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ จากนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ให้กับข้าราชการยุคใหม่ต่อไป 

“ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบและมีภาระงานที่มากขึ้น ควรได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว รัฐจะวางแผนในการส่งเสริมการจ้างงานในลักษณะใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาดเหมือนในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในสังคม และมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต” รองนายกฯ ระบุ

ทั้งนี้ตามเป้าหมายของรัฐบาล เห็นว่า ต้องทำให้จำนวนข้าราชการในประเทศมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบราชการ สามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลดจำนวนคน แต่ต้องมีการพัฒนาทักษะ (Re-skill) ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ และสร้างระบบที่คนอยู่ต่อมีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน

กางแผน Re-skill ข้าราชการ

สำหรับการพัฒนาทักษะ หรือ Re-skill สำหรับข้าราชการนั้น ที่ผ่านมา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ตามแนวทางพัฒนาบุคลากรภาครัฐ พ.ศ. 2566–2570 โดยกำหนดกรอบทักษะสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่

  1. ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)
  2. การปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Governance)
  3. ภาวะผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leadership)
  4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนางาน (Digital Technology)
  5. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ (Digital Service)
  6. การใช้ประโยชน์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน (Data Utilization and Sharing)
  7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบทบาทของบุคลากรแต่ละกลุ่ม ทั้งผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และผู้บริหาร รวมถึงแบ่งกลุ่มเป้าหมายระหว่างผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีโดยตรง และผู้ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานทั่วไป เพื่อให้การพัฒนาตรงกับภารกิจและสามารถนำไปใช้ได้จริง 

สำหรับการขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลระบบประเมินทักษะและสมรรถนะดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รับผิดชอบหลักสูตรพัฒนาทักษะทั้งแบบ Onsite และ Online และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่รับรองหลักสูตรให้สอดคล้องกับกรอบทักษะที่ ก.พ. กำหนดต่อไป

จำนวนข้าราชการไทยในปัจจุบัน

ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลสถิติกำลังคนภาครัฐ จากสำนักงาน ก.พ. ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน ที่สังกัดกระทรวง กรม ทั้งในสังกัดบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลล่าสุดในปีงบประมาณ 2567 พบว่า กำลังคนภาครัฐ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,004,485 คน 

แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,756,606 คน สัดส่วน 58.47% รองลงมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว 271,917 คน สัดส่วน 9.05% พนักงานจ้าง 223,528 คน สัดส่วน 7.44% พนักงานรัฐวิสาหกิจ 219,014 คน สัดส่วน 7.29% พนักงานราชการ 179,567 คน สัดส่วน 5.98%

พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859 คน สัดส่วน 4.56% พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285 คน สัดส่วน 4.04% ลูกจ้างประจำ 82,111 คน สัดส่วน 2.73% และพนักงานองค์การมหาชน 13,598 คน สัดส่วน 0.45% ตามลำดับ

สำหรับข้าราชการ จำนวน 1,756,606 คน นั้น ส่วนใหญ่สังกัดบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 84.74% และสังกัดบริหารราชการส่วนท้องถิ่น 15.26%

ขณะที่กำลังคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน (ไม่รวมกำลังคนทุกประเภทในสังกัดกระทรวงกลาโหม และไม่รวม กำลังคนประเภทอื่น 4 ประเภท ได้แก่ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,109,541 คน ประกอบด้วย

ข้าราชการ 1,387,895 คน สัดส่วน 65.79% และกำลังคนประเภทอื่น (ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ และพนักงานจ้าง) 721,646 คน สัดส่วน 34.21% โดยลูกจ้างชั่วคราวมีจำนวนมากที่สุด 262,791 คน รองลงมาคือพนักงานจ้าง 223,528 คน พนักงานราชการ 159,437 คน และลูกจ้างประจำ 75,890 คน ตามลำดับ

ปิดตายขยายอายุราชการ

ส่วนแนวคิดการขยายการเกษียณอายุของข้าราชการจากเดิม 60 ปีนั้น รองนายกฯ มองว่า ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการ เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นการยืดปัญหาออกไป ในขณะที่หลายประเทศที่ทดลองการขยายอายุราชการก็มีปัญหา ตัวอย่างเดนมาร์กหรือฝรั่งเศส ประสบปัญหาประชาชนออกมาประท้วงอย่างหนักเนื่องจากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ไม่ใช่ทำงานจนกระทั่งเจ็บป่วย

ขณะเดียวกันการขยายอายุเกษียณยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพราะไม่มีตำแหน่งงานว่าง ดังนั้นหากจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว คงต้องพิจารณาสถานการณ์และผลกระทบต่าง ๆ ให้รอบคอบ และเป็นประโยชน์ก่อน