
เจาะวาระลับบอร์ดData Center จ่อคุม DC 2 MW ท่ามกลางเงาวิกฤตไฟฟ้าสำรองปี 71
เจาะประชุมบอร์ด Data Center แห่งชาตินัดแรก 4 ก.ย. 69 จ่อคุม DC ตั้งแต่ 2 MW ตั้งกลไกกลั่นกรองรวมศูนย์ หลังดีมานด์ไฟฟ้า 117 โครงการทะลุ 2.9 หมื่น MW ชนเพดานไฟสำรอง
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศจะลดลงเหลือเพียง 1,800 เมกะวัตต์ในปี 2571 ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่รออนุมัติกว่า 29,000 เมกะวัตต์
- คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์เสนอให้ขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 เมกะวัตต์ขึ้นไป ทั้งที่ให้บริการเชิงพาณิชย์และที่สร้างเพื่อใช้เอง
- มีข้อเสนอให้จัดตั้งกลไกกลั่นกรองแบบรวมศูนย์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและจัดสรรทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำให้แก่โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ก่อนการอนุมัติ
ท่ามกลางเม็ดเงินลงทุน Data Center ที่ผ่านการอนุมัติจาก BOI แล้วกว่า 811,366 ล้านบาท ใน 57 โครงการ และอีกกว่า 100 โครงการที่รอต่อคิว ประเทศไทยกลับยังไม่มีแม้แต่ข้อมูลชัดเจนว่าปัจจุบันมี Data Center กี่แห่งในประเทศ และแต่ละแห่งดึงไฟฟ้าและน้ำไปใช้มากน้อยเพียงใด รู้เพียงว่า Data Center ที่เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการกินไฟรวมกว่า 2,523.2 เมกะวัตต์
ขณะที่ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการ Data Center ที่รอคิวอยู่ในระบบสูงถึง 29,665.9 เมกะวัตต์ จาก 117 โครงการ สวนทางกับปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะดิ่งเหลือเพียง 1,800 เมกะวัตต์ในช่วงปี 2571–2577
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ถูกวางบนโต๊ะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center ครั้งที่ 1/2569 นัดปฐมฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯ
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการจัดตั้งกลไกกำกับดูแลอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่ไหลบ่าเข้าประเทศไทย และความกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำ ฐานเศรษฐกิจสรุปสาระสำคัญจากเอกสารประกอบการประชุมทั้ง 4 วาระ ดังนี้
กำเนิด "บอร์ด Data Center" – อนุทินนั่งหัวโต๊ะมอบเอกนิติคุมงาน
จุดตั้งต้นของคณะกรรมการชุดนี้มาจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center พ.ศ. 2569 ซึ่งราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569
สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการตามข้อ 4 ของระเบียบ กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรี (ที่ได้รับมอบหมาย) เป็นประธาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นรองประธาน 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน 3
นอกจากนี้ยังมีกรรมการโดยตำแหน่ง 13 คน ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงต่าง ๆ และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ BOI และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำ เป็นต้น รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ไม่เกิน 3 ท่าน) โดยมีเลขาธิการ สศช. เป็นกรรมการและเลขานุการ
ในด้านการแต่งตั้งประธาน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 313/2569 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจฯ (ฉบับที่ 5) โดยนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ซึ่งได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center
ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2569 (หนึ่งวันก่อนการประชุม) นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 325/2569 แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ 3 ราย ได้แก่ 1) นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3) นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เม็ดเงินลงทุนมหาศาล BOI ไฟเขียวแล้ว 57 โครงการ 8.1 แสนล้านบาท
เอกสารรายงานสถานะและแนวโน้มการประกอบธุรกิจ Data Center ในประเทศ ระบุว่า โครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีจำนวนรวม 57 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 811,366 ล้านบาท
เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่าพื้นที่ EEC มี 28 โครงการ มีความต้องการใช้ไฟฟ้า IT Load 2.67 GW และปริมาณการใช้ไฟฟ้า Full Load 3.74 GW ส่วนพื้นที่อื่นมี 29 โครงการ IT Load 1.02 GW และ Full Load 1.42 GW รวมทั้งสิ้น IT Load 3.69 GW และ Full Load 5.16 GW โดยมีผู้ได้รับส่งเสริมหลากหลายราย ทั้งผู้เล่นระดับโลกและในประเทศ อาทิ NTT Data, AWS, Google, STTelemedia, Equinix, GDS, GULF, True IDC และ CSL เป็นต้น
สำหรับภาพแนวโน้มระดับโลก เอกสารอ้างการประเมินของ McKinsey ว่าในช่วงปี 2568–2573 การลงทุนใน Data Center ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการราวร้อยละ 34 หรือประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดว่าความต้องการกำลังการผลิตของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี 2030 (จาก 82 GW ในปี 2025 เป็น 219 GW ในปี 2030) โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตของ AI ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของความต้องการ
บทเรียนต่างประเทศ – ทั้งโอกาสและโจทย์ที่ต้องรับมือ
เอกสารยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวัง ในด้านโอกาส กรณี Data Center ใน Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ช่วงปี 2561–2567 สร้างรายได้ภาษี 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นำไปสู่การปรับปรุงถนนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างโรงเรียนใหม่ 36 แห่ง โดยต้นทุนของท้องถิ่นอยู่ที่ 0.04% ต่อรายได้ภาษี 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนธุรกิจทั่วไป (0.25%) ภาพรวมของสหรัฐฯ ยังพบว่า Data Center ช่วยให้เกิดการจ้างงาน +3.5% ค่าจ้างรวม +5.0% และสถานประกอบการ +4.7%
อย่างไรก็ตาม เอกสารเตือนว่าการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว อาจใช้ไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกับบ้านเรือนถึง 80,000 หลัง พร้อมชี้โจทย์ที่หลายประเทศต้องรับมือ ได้แก่:
- การใช้น้ำและไฟฟ้าสูง – เนเธอร์แลนด์ Data Center ในเมือง Middenmeer ใช้น้ำดิบหล่อเย็นราว 84 ล้านลิตร/ปี (คาดไว้เพียง 12–20 ล้านลิตร/ปี) ขณะที่ไอร์แลนด์ ปี 2566 Data Center ใช้ไฟฟ้าประมาณ 21% ของไฟฟ้าทั้งประเทศ และสหรัฐฯ เกิดกรณีฟ้องร้องผู้ประกอบการ AI จากมลพิษอากาศ
- การไม่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน – สวีเดนได้รับประโยชน์เพียงบริการพื้นที่ การก่อสร้าง และการเชื่อมต่อสายส่งพลังงาน ขณะที่เทคโนโลยีเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเจ้าของ Data Center
- การจ้างงานท้องถิ่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงก่อสร้าง – กรณีสหรัฐฯ ช่วงก่อสร้างมี 1,700 ตำแหน่ง แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จเหลือเพียง 160 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ หลายประเทศไม่ได้มุ่งส่งเสริมการลงทุนอย่างเดียว แต่ปรับกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลควบคู่กัน เช่น สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรายงานประสิทธิภาพการใช้พลังงานและ Water Footprint, สิงคโปร์เคยระงับการอนุญาตก่อสร้างชั่วคราวในช่วงปี 2562–2565 ก่อนออก Digital Infrastructure Bill และ Green Data Centre Roadmap ส่วนมาเลเซียรัฐสลังงอร์กำหนดให้ใช้ Local content ไม่น้อยกว่า 30% และรัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติ DC ระดับ Tier 1 และ Tier 2 แห่งใหม่เนื่องจากใช้น้ำสูง
จ่อขยายนิยาม "Data Center" ครอบคลุม DC ใช้เองตั้งแต่ 2 MW
ประเด็นแรกที่เข้าสู่การพิจารณา คือ การกำหนดขอบเขต Data Center โดยฝ่ายเลขานุการฯ มีข้อสังเกตว่า นิยาม "Data Center" ตามข้อ 3 ของระเบียบฯ กำหนดตามวัตถุประสงค์การให้บริการแก่ "บุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ" เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ตามข้อ 9 ที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเห็นควรเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึง Data Center ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือด้วย
ข้อเสนอเพื่อพิจารณาคือ กำหนดให้ "Data Center" หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีและใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลฯ ทั้งที่ใช้ภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ รวมถึงบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ที่มีขนาดกำลังการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 MW ขึ้นไป
โดยเหตุผลที่กำหนดเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจาก DC ขนาดนี้ต้องใช้ไฟฟ้าในระบบ (On-grid) และมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าสำรองอย่างน้อย 3 วัน (Tier 3-4) ซึ่งสอดคล้องกับคู่มือการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 2569 ของ BOI ที่กำหนดให้กิจการ Data Center ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 2 MW
เผยช่องโหว่กฎหมาย – ไทยยังไม่มีข้อมูลชัดว่ามี DC กี่แห่ง
ประเด็นที่สอง ว่าด้วยกฎหมาย/ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายเลขานุการฯ ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 รวม 18 หน่วยงาน และพบว่าปัจจุบันการอนุมัติ/อนุญาต DC ในไทยเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างน้อย 7 กลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุน การจัดตั้งกิจการ ผังเมือง อาคารสิ่งปลูกสร้าง ระบบสาธารณูปโภค การนำเข้าเครื่องจักร ไปจนถึงการจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการที่ฝ่ายเลขานุการฯ สรุป ได้แก่:
- โครงสร้างการขออนุมัติ/อนุญาตแยกตามอำนาจหน้าที่ ทำให้ขาดกลไกการพิจารณาแบบองค์รวม การจัดสรรทรัพยากรจึงไม่มีประสิทธิภาพและอาจก่อผลกระทบ
- การจดทะเบียนธุรกิจ DC ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ไม่มีการจำแนกประเภทธุรกิจ DC ที่ชัดเจน (ปัจจุบันใช้รหัส TSIC หมวด 63 การบริการสารสนเทศ) ทำให้ไม่มีรหัสหมวดธุรกิจเฉพาะการประกอบกิจการ DC
- การจัดเก็บและบูรณาการข้อมูลของแต่ละหน่วยงานแตกต่างกัน ไม่ได้ใช้นามานุกรมและรหัสอ้างอิงโครงการ (Project ID) เดียวกัน ส่งผลให้ไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการ Data Center ของประเทศในภาพรวม
ทั้งหมดนี้ทำให้ปัจจุบัน ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามี Data Center กี่แห่งในประเทศไทย โดยข้อมูลจาก Data Center Map ที่เอกสารอ้างถึง ระบุว่ามี DC ในไทย 65 แห่ง จาก 8 ตลาด ซึ่งกรุงเทพฯ มีมากที่สุดที่ 45 แห่ง
จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของ สศช. พบว่า สถานะ DC ในไทยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- เปิดให้บริการแล้ว รวม 35 โครงการ/บริษัท ประมาณ 2,523.2 MW
- อยู่ระหว่างก่อสร้าง ประมาณ 50 โครงการ รวมประมาณ 5,437.15 MW
- อยู่ระหว่างการพิจารณา/เอกชนแสดงความสนใจ ประมาณ 117 โครงการ รวมประมาณ 29,665.9 MW
จับตาวิกฤตไฟสำรอง หากดีมานด์ DC ทะลุ 2.9 หมื่น MW
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในเอกสาร คือ ความสามารถรองรับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 กำลังผลิตตามสัญญาในระบบไฟฟ้ารวม 53,295 MW ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศอยู่ที่ 33,177 MW (ณ วันที่ 22 เม.ย. 69)
เมื่อคำนวณตามสูตรของ สศช. ปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศอยู่ที่ 45,300 – 33,177 = 12,123 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 26.76 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2571–2577 คาดว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองจะลดลงเหลือประมาณ 1,800 MW เท่านั้น ซึ่งเอกสารระบุชัดว่า "ทำให้ไม่สามารถรองรับ" ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา/เอกชนแสดงความสนใจ รวม 117 โครงการ ความต้องการใช้ไฟฟ้ารวม 29,665.9 MW ได้
ทั้งนี้ (ร่าง) แผน PDP2026 ได้พยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ไว้ตั้งแต่ปี 2569–2593 รวมประมาณ 1,065–8,811 MW ขณะที่ระหว่างปี 2569–2577 จะมีการปลดโรงไฟฟ้าออกจากระบบรวมประมาณ 13,000 MW
เสนอตั้งกลไกกลั่นกรอง "แบบรวมศูนย์" ก่อนจัดสรรทรัพยากร
จากข้อสังเกตข้างต้น ฝ่ายเลขานุการฯ ได้เสนอ (ร่าง) นโยบายของคณะกรรมการฯ 5 ข้อ ประกอบด้วย
- การพิจารณาอนุมัติ/อนุญาต DC ขนาด 2 MW ขึ้นไป โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) DC ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง/ก่อสร้างเสร็จ/เตรียมเปิดบริการ ให้หน่วยงานพิจารณาอนุมัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อไม่ให้กระทบบรรยากาศการลงทุน แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะประกาศ และ (2) DC ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง/อยู่ระหว่างพิจารณา ให้รอผลการพิจารณากำหนดนโยบายฯ ของคณะกรรมการฯ
- กำหนดให้ Data Center เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม
- กำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรต่าง ๆ อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ต้องสะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม
- จัดตั้งกลไกการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของ Data Center แบบรวมศูนย์ เพื่อการจัดสรรทรัพยากร (ไฟฟ้าและน้ำ) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ก่อผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- เร่งพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล โครงสร้างภาษี และเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลในประเทศ
สำหรับกลไกการพิจารณากลั่นกรองแบบรวมศูนย์ที่เสนอนั้น จะให้หน่วยงานรับผิดชอบพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ก่อน แล้วจัดส่งผลการพิจารณาให้ "คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของ Data Center แบบรวมศูนย์" พิจารณา ก่อนแจ้งผลกลับไปยังหน่วยงานเพื่อดำเนินการอนุมัติ/อนุญาตตามขั้นตอนต่อไป
ในส่วนแนวทางการกำหนดมาตรฐานและกรอบแนวทางปฏิบัติ คณะกรรมการนโยบายฯ จะพิจารณาใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ (หลักเกณฑ์ประเมินความคุ้มค่า), ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (อัตราค่าบริการ, มาตรฐานเทคนิค PUE/WUE), ด้านพื้นที่และอาคาร (มาตรฐานอาคารเฉพาะ DC, ความเหมาะสมของที่ตั้ง) และด้านสิ่งแวดล้อม (มาตรฐานการจัดการน้ำเสีย มลพิษทางเสียง)
ตั้ง 4 อนุกรรมการเฉพาะด้าน
ในวาระพิจารณา 3.2 ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการฯ จำนวน 4 คณะ ตามอำนาจในข้อ 9 (3) ของระเบียบ ได้แก่
- คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ – เลขาธิการ สศช. และเลขาธิการ BOI เป็นประธานร่วม
- คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน – ปลัดกระทรวงพลังงานและเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานร่วม
- คณะอนุกรรมการด้านที่ตั้งและผังเมือง – ปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานร่วม
- คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม – ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานร่วม
โดยมีอำนาจหน้าที่จัดทำข้อกำหนด/แนวปฏิบัติ พิจารณาหลักเกณฑ์การอนุมัติ/อนุญาต DC ในด้านที่เกี่ยวข้อง ขอความร่วมมือด้านข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย.







