thansettakij
thansettakij
'ศุภจี' เยือนจีน ลงนาม 2 MOU ดันผลไม้ไทย-GI เจาะตลาดพรีเมียม

'ศุภจี' เยือนจีน ลงนาม 2 MOU ดันผลไม้ไทย-GI เจาะตลาดพรีเมียม

20 ก.ค. 69 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 08:18 น.

"ศุภจี" ร่วมขบวนนายกฯ เยือนจีน ลงนาม 2 MOU ด้านห่วงโซ่อุปทานและทรัพย์สินทางปัญญา เร่งเปิดตลาดพรีเมียม ดันผลไม้ สินค้า GI ยกระดับบทบาท MSMEs

KEY

POINTS

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เยือนจีนเพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะผลไม้และสินค้าเกษตรนวัตกรรม เพื่อสร้างสมดุลทางการค้า
  • มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรม และความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
  • เร่งผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้, มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 19 - 20 กรกฎาคม 2569 ณ ผลักดันจีนนำเข้าสินค้าไทยเพิ่ม สร้างการค้าที่สมดุล พร้อมลงนาม 2 บันทึกความเข้าใจ ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเร่งขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในจีนภายในปีนี้

นางศุภจี เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีจีน (นายหลี่ เฉียง) และประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (นายจ้าว เล่อจี้) เพื่อขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าพรีเมียมของไทยที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ 

โดยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล รวมถึงส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย 

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

ลงนาม 2 ฉบับ ยกระดับ MSMEs 

ทั้งนี้ ได้มีการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1. MOU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) 

โดยจะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานสองฝ่าย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs ให้สามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว 

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2. MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 

ส่องการค้าไทย-จีน กลุ่มสินค้านำเข้า-ส่งออก

ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.13% เมื่อเทียบกับปี 2567 และในปี 2569 (มกราคม - พฤษภาคม) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28.38% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 

โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์ โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา

 

ไทย-จีน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 2 ฉบับ

 

ขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 

โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยที่สะท้อนบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงไทยกับห่วงโซ่อุปทานการในผลิตในระดับโลกอีกด้วย