
‘เอกนิติ’ เผยลงทุน หนุนจีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ลุยไทยช่วยไทยพลัสพยุงกำลังซื้อ
‘เอกนิติ’ เผยลงทุน หนุนจีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% กางมาตรการพยุงกำลังซื้อ ดันไทยช่วยไทยพลัส เร่ง BOI Fast Pass ให้เป็นปีแห่งการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สภาพัฒน์แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ที่ 2.8% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตไม่เกิน 2.3%
โดยเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.5% โดยมีการลงทุน เป็นเครื่องยนต์หลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงในอนาคต
เอกชนลงทุนทุบสถิติรอบ 11 ปี
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรก ของปี 2569 ขยายตัวได้ 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับสองหลัก (2 digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี สอดคล้องกับตัวเลขของ BOI ที่เริ่มเห็นผลจากการปลดล็อกโครงการผ่านมาตรการ "BOI Fast Pass" ที่ทำให้เม็ดเงินเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐยังขยายตัวได้ดีที่ประมาณ 9% จากนโยบายการเร่งเบิกจ่ายและมาตรการคาดโทษตัดงบประมาณหากเบิกจ่ายไม่ทัน ทำให้เม็ดเงินรวมจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน เติบโต 9.9% ซึ่งปัจจัยด้านการลงทุนนี้เองที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อประเทศไทยดีขึ้น เนื่องจากเห็นถึงการฟื้นตัวของศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
“การลงทุนที่กลับมาเป็น “พระเอก” ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว”
เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงจากวิกฤตค่าครองชีพ
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 เป็นเหมือนกับกระจกส่องหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ โดยประเมินว่าถนนเศรษฐกิจไทยข้างหน้ายังคงมีความขรุขระและมี “พายุ” รออยู่หลายระลอก ได้แก่
- วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและจะคงตัวในระดับสูงไปอีก 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย
- วิกฤตต้นทุน อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ในเดือนเมษายนที่สูงขึ้น 2.9% สะท้อนว่าต้นทุนการผลิตเริ่มขยับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำไรของบริษัทและ SMEs ลดลง หรือเกิดภาวะขาดทุน
- วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง ซึ่งเป็นระลอกที่ 3 และ 4 ที่จะรุนแรงขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่ถูกธุรกิจอุ้มไว้จะเริ่มส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ทำให้ราคาสินค้าและอาหารแพงขึ้น ในขณะที่รายได้เท่าเดิม
ไทยช่วยไทยพลัส พยุงจีดีพีไตรมาส 2
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น และดูแลเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส ภายใต้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (19 พ.ค.69) ซึ่งปรับรูปแบบจากโครงการคนละครึ่งเดิม มาเป็นการสนับสนุนแบบ รัฐจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและ SMEs ในท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อพยุงกำลังซื้อและดูแลปัญหาปากท้องโดยเฉพาะ
“เศรษฐกิจไทยในอนาคตจะแผ่วลง หน้าที่ของเราคือการดูแลประชาชน และการลงทุนจะต้องทำควบคู่กันไป ปีนี้จะเป็นปีแห่งการลงทุน ต้องใช้ขับเคลื่อนต่อ ผมจะมุ่งเน้นเน้นทำ BOI Fast Pass ต่อ เพื่อให้การลงทุนส่งต่อไปถึง SMEs ไทย โดยให้การลงทุนมาช่วยดังเศรษฐกิจ และใช้ไทยช่วยไทยพลัสพยุง”
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ เช่น โครงการปุ๋ยคนละครั้ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยและวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงานขนส่ง ผ่านการช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุกหัวลากให้เปลี่ยนไปใช้ไบโอดีเซล B20 หรือเปลี่ยนเป็นรถหัวลากไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนพลังงานอย่างยั่งยืนตามโมเดลความสำเร็จของประเทศจีน
ยันฐานะการคลังแกร่ง หนี้สาธารณะสิ้นปีอยู่ที่ 68%
นอกจากนี้ ในการประชุมครม.พรุ่งนี้ จะเสนอปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะด้วย ซึ่งยืนยันว่า เมื่อมีการเดินหน้าภายใต้พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว หนี้สาธารณะในปี 2569 นี้ จะอยู่ที่ประมาณ 68% และอาจขึ้นไปสูงสุด 69% ในปี 2571-2572 ยืนยันว่า หากไม่ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้จีดีพีขยายตัว สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอาจทะลุ 70% ได้จากการหดตัวของเศรษฐกิจ
เตือนธุรกิจเจอ Margin Squeeze ก่อนส่งผ่านราคาถึงผู้บริโภค
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณอันตรายดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index) ที่พลิกกลับมาเป็นบวก ซึ่งหมายความว่าธุรกิจต้องซื้อวัตถุดิบในราคาที่แพงขึ้นแล้วขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคในไตรมาสที่ 1 ยังไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด เนื่องจากผู้ประกอบการและ SMEs ยังคง "อุ้ม" ต้นทุนเอาไว้ก่อน ทำให้เกิดภาวะ Margin Squeeze หรือการถูกบีบกำไร จนบางบริษัทเริ่มขาดทุน
อย่างไรก็ตาม การแบกรับต้นทุนดังกล่าวมีขีดจำกัด และในที่สุดต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในระยะต่อไป ซึ่งจะเข้าสู่เฟสของวิกฤตค่าครองชีพอย่างเต็มตัว
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นที่กังวลของนานาชาติ เนื่องจากวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้ออาจลากยาวกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้คนรวมไปถึงภาคการท่องเที่ยวและตลาดส่งออก ฉะนั้น ต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมรสุมที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต







