
ผ่าปมร้อน ‘คนต่างด้าว’ รัฐบาลอนุทิน ปลดล็อค 9 ธุรกิจพ้นบัญชีขออนุญาต
เปิดข้อมูลประเด็นร้อน ‘คนต่างด้าว’ ภายหลังรัฐบาลอนุทิน ตัดสินใจอนุมัติกฎหมายปลดล็อค 9 ธุรกิจต่างชาติ พ้นบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ฟังเหตุผล ความจำเป็น พร้อมคำชี้แจงทั้งหมด
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ถอด 9 ประเภทธุรกิจออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์
- ธุรกิจที่ได้รับการปลดล็อคครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม, ศูนย์บริหารเงิน, การขุดเจาะปิโตรเลียม, และบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือโดยเฉพาะ
- รัฐบาลชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการขออนุญาตและส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจไทยโดยไม่มีการกำกับดูแล
- แม้ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ผู้ประกอบการต่างชาติยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะและขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจนั้นๆ เช่น กสทช. หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย
กลายเป็นประเด็นร้อนเรื่อง “คนต่างด้าว” ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมามีมติอนุมัติร่างกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อปลดล็อกให้ชาวต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้สะดวกมากขึ้น โดย ฉบับแรก คือ ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนดทเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ส่วน ฉบับที่ 2 คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่
1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3. ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินและเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท
6. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7. ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ 8. ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
เข้าใจคลาดเคลื่อนเปิดต่างด้าวฮุบธุรกิจไทย
ภายหลังจากมติดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากครม. มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า “รัฐบาลเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต” ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจเป็นการเข้าใจที่คาดเคลื่อน โดย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงถึงกรณีนี้ว่า
ร่างกฎหมายดังกล่าว มิใช่การเปิดเสรีให้คนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่เป็นการปรับปรุงประเภทธุรกิจบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงหรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการอนุญาต อำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด เช่น
- ธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช.
- ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเคร่งครัด
รัฐบาล แจงเหตุผลลดขั้นตอนซ้ำซ้อน
สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า เป็นการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลยกเลิกการกำกับดูแล หรือเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้อย่างเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย โดยในกรณี “ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์” กระทรวงพาณิชย์ได้ตัดออกจากร่างกฎกระทรวงแล้ว ภายหลังมีข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการดูแลศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ
พาณิชย์ แจงละเอียดถอดบัญชีทั้ง 9 ธุรกิจ
ต่อมา นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้แจงรายละเอียดว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เสนอครม. เห็นชอบถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล
ประกอบด้วย 1.1 ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง (ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจกิจการโทรคมนาคม) 1.2 ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน) 1.3 ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)
1.4 ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และ 1.5 ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โดยให้ส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด)
กลุ่มที่ 2 ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม
ประกอบด้วย 2.1 ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 2.2 ธุรกิจบริการค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ โดยธุรกิจกลุ่มนี้ เป็นการให้บริการเฉพาะในเครือในกลุ่มบริษัทของตนเอง เพื่อบริหารสภาพคล่องภายในกลุ่ม จึงไม่ได้มีการแข่งขันกับธุรกิจของคนไทย
กลุ่มที่ 3 อื่น ๆ
ได้แก่ 3.1 ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้า หรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท โดยธุรกิจนี้ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพนักงานของธุรกิจเป็นหลัก 3.2 ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นการให้บริการเฉพาะผู้รับสัมปทาน
โดย 8 ธุรกิจ ของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ เสนอในรูปแบบร่างกฎกระทรวง ยกเว้น ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในกลุ่มธุรกิจที่ 1 จะเสนอในรูปแบบร่างพระราชกฤษฎีกา
ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การเสนอครม.ถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแย่งธุรกิจคนไทย แต่เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย เพิ่มความคล่องตัวของนักลงทุนชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาพัฒนาศักยภาพแรงงานและธุรกิจไทยให้มีพร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้จะถอดธุรกิจออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.แล้ว แต่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หากประสงค์จะตั้งบริษัทต้องขอจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และยังคงต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิม เช่น
ธุรกิจโทรคมนาคมต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช., ธุรกิจศูนย์บริหารเงินต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย, ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียมต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน เป็นต้น
เพียงแต่ไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากกระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งจะช่วยลดการซ้ำซ้อนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้เป็นอย่างดี
ยันนึกถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการและธุรกิจประเภทที่คนไทยยังไม่พร้อมจะแข่งขันกับชาวต่างชาติเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ช่วยสร้างความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ
รวมทั้ง ดึงดูดการลงทุนของชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินลงทุนที่นักลงทุนชาวต่างชาติจะนำเข้ามาเท่านั้น แต่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจนั้น ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทยด้วย รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญแก่ผู้ประกอบการหรือพนักงานชาวไทย ช่วยเพิ่มทักษะเฉพาะด้านแก่ภาคแรงงานของไทย ทำให้ธุรกิจไทยเกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบริการและการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่เจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติอย่างจริงจังต่อไป
การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว บัญชีสาม
สำหรับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญชีสาม มีความหมายว่า เป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับ คนต่างด้าว คนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจได้เมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ประกอบด้วย
(1) การสีข้าว และการผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่
(2) การทำการประมง เฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
(3) การทำป่าไม้จากป่าปลูก
(4) การผลิตไม้อัด แผ่นไม้วีเนียร์ ซิปบอร์ด หรือฮาร์ดบอร์ด
(5) การผลิตปูนขาว
(6) การทำกิจการบริการทางบัญชี
(7) การทำกิจการบริการทางกฎหมาย
(8) การทำกิจการบริการทางสถาปัตยกรรม
(9) การทำกิจการบริการทางวิศวกรรม
(10) การก่อสร้าง
(11) การทำกิจการนายหน้าหรือตัวแทน
(12) การขายทอดตลาด
(13) การค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มี กฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศ โดยไม่มีการส่งมอบ
(14) การค้าปลีกสินค้าทุกประเภทที่มีทุนขั้นต่ำรวมทั้งสิ้น น้อยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท หรือที่มี ทุนขั้นต่ำของแต่ละร้านค้า น้อยกว่ายี่สิบล้านบาท
(15) การค้าส่งสินค้าทุกประเภทที่มีทุนขั้นต่ำของแต่ละร้านค้าน้อยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท
(16) การทำกิจการโฆษณา
(17) การทำกิจการโรงแรม เว้นแต่บริการจัดการโรมแรม
(18) การนำเที่ยว
(19) การขายอาหารหรือเครื่องดื่ม
(20) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช
(21) การทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวง







