thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ แจงยิบปลดล็อคต่างด้าว 9 ธุรกิจไม่ต้องขออนุญาต ลดซ้ำซ้อน-ไม่เสียเปรียบ

พาณิชย์ แจงยิบปลดล็อคต่างด้าว 9 ธุรกิจไม่ต้องขออนุญาต ลดซ้ำซ้อน-ไม่เสียเปรียบ

14 พ.ค. 69 | 02:37 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 02:45 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจงละเอียดถอด 9 ธุรกิจพ้นบัญชีต่างด้าว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ดึงลงทุน-เทคโนโลยีต่างชาติ ย้ำไม่เปิดทางทุนฮุบธุรกิจไทย

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์เสนอถอด 9 ธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการขออนุญาตและดึงดูดการลงทุน
  • นักลงทุนต่างชาติใน 9 ธุรกิจนี้ ไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์อีกต่อไป แต่ยังคงต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจนั้นๆ โดยตรง
  • ธุรกิจที่ได้รับการปลดล็อคแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม, ศูนย์บริหารเงิน, ธุรกิจบริการแก่บริษัทในเครือ และธุรกิจบริการเฉพาะทางอื่นๆ
  • การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยยืนยันว่าไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติมาแย่งธุรกิจและไม่ทำให้คนไทยเสียเปรียบ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแย่งธุรกิจคนไทย แต่เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบทางกฎหมาย เพิ่มความคล่องตัวของนักลงทุนชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 

ทั้งนี้ แม้จะถอดธุรกิจออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจฯ แต่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หากประสงค์จะตั้งบริษัทต้องขอจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยังคงต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิม เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช. ธุรกิจศูนย์บริหารเงินต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น

"เพียงแต่ไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากกระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งจะช่วยลดการซ้ำซ้อนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้เป็นอย่างดี"

สำหรับ 9 ธุรกิจที่ถอดออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล ประกอบด้วย

1.1 ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 

1.2 ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 

1.3 ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน  

1.4 ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546  

1.5 ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

กลุ่มที่ 2 ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ประกอบด้วย 

2.1 ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 

2.2 ธุรกิจบริการค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ   

กลุ่มที่ 3 อื่นๆ ได้แก่ 3.1 ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้า หรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท 

3.2 ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นการให้บริการเฉพาะผู้รับสัมปทาน 

โดย 9 ธุรกิจ ของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ เสนอในรูปแบบร่างกฎกระทรวง ยกเว้น ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในกลุ่มธุรกิจที่ 1 จะเสนอในรูปแบบร่างพระราชกฤษฎีกา

กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการและธุรกิจประเภทที่คนไทยยังไม่พร้อมจะแข่งขันกับชาวต่างชาติเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ช่วยสร้างความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ 

รวมทั้ง ดึงดูดการลงทุนของชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น 

นอกจากนี้ จะมีเงินลงทุนที่นักลงทุนชาวต่างชาติจะนำเข้ามาแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจนั้นๆ เข้ามาสู่ประเทศไทยด้วย รวมทั้ง มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญแก่ผู้ประกอบการหรือพนักงานชาวไทย ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มทักษะเฉพาะด้านแก่ภาคแรงงานของไทย 

ทำให้ธุรกิจไทยเกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบริการและการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต ในขณะเดียวกัน ยังเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่เจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติอย่างจริงจังต่อไป