thansettakij
thansettakij
‘วัชระพล’ ลุยแก้โคนม-ดันโพแทช เร่งลดต้นทุนสู้ปุ๋ยแพง

‘วัชระพล’ ลุยแก้โคนม-ดันโพแทช เร่งลดต้นทุนสู้ปุ๋ยแพง

เปิดตัว ‘วัชระพล’ รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ โชว์วิสัยทัศน์ ลุยแก้โคนม-ดันโพแทช เร่งลดต้นทุนสู้ปุ๋ยแพง ปิดจ็อบวิกฤตโคนม 7 วัน รื้อกฎหมาย ส.ป.ก.ให้ทันสมัย

KEY

POINTS

  • เร่งแก้ปัญหาวิกฤตโคนมสำเร็จใน 7 วัน โดยประสาน ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ อ.ส.ค. ในการรับซื้อน้ำนมดิบ
  • ผลักดันโครงการเหมืองแร่โพแทชในจังหวัดอุดรธานีให้เกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตปุ๋ยในประเทศ ลดการนำเข้า และช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยในราคาที่ถูกลง
  • เดินหน้านโยบายลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยนำงานวิจัยมาต่อยอดทำ "ปุ๋ยสั่งตัด" และใช้เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง

ในแวดวงการเมืองและภาคเกษตรกรรมขณะนี้ ชื่อของ “วัชระพล ขาวขำ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังแสดงบทบาทเชิงรุกด้วยการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 7 วันหลังรับตำแหน่ง สะท้อนภาพผู้บริหารที่ขยับตัวไวและมุ่งแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติอย่างจริงจัง

 “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายวัชระพล  ขาวขำ เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และวิสัยทัศน์การบริหาร 6 กรมหลักในกำกับดูแล

 

 

‘วัชระพล’ ลุยแก้โคนม-ดันโพแทช เร่งลดต้นทุนสู้ปุ๋ยแพง

ปิดจ็อบวิกฤตโคนม 7 วัน

นายวัชระพล  กล่าวว่า  ตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ทำงานชนกับปัญหาอยู่แล้ว พอทราบว่าจะมารับตำแหน่งนี้ ก็ได้หาข้อมูลมาบ้างว่าต้องเจออะไรและมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ หลักการทำงานคือ จะไม่เน้นทำงานในห้องทำงาน แต่เน้นออกไปพบปะพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้รู้ว่าเขาต้องการให้แก้ไขอะไร ยกตัวอย่าง เรื่ององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  พอตนทราบข่าวว่าพี่น้องเกษตรกรจะปิดถนนในวันที่ 21 เมษายน 2569 ก็รีบติดต่อทีมงานขอเบอร์ประธานสหกรณ์ทันทีในวันที่ 18  เมษายน 2569

“โดยผมได้แจ้งว่า จะไปหาเขาเองในวันที่ 19 เมษายน 2569 ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 21 เมษายน  อะไรที่เป็นปัญหาผมจะเข้าไปรับเอง โดยไม่รอ ซึ่งผมบอกว่าขออาสาเป็นเด็กเดินเอกสารไปกระทรวงต่างๆ เพื่อให้ความเห็นชอบ จนในที่สุดก็ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569  ทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น”

ในส่วนของเงินกู้ 600 ล้านบาท จากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ระยะ 2  ครม.อนุมัติล่าสุด วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เอามาเพื่อใช้หนี้เกษตรกร แต่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ อ.ส.ค. เพื่อหมุนเวียนในการรับซื้อนํ้านมดิบในระยะที่ 2 เมื่อเรามีเงินสำรองในการรับซื้อมากขึ้น เงินก็จะถึงมือพี่น้องเกษตรกรมากขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ต้องขีดเส้นใต้ให้เข้าใจตรงกันว่าไม่ได้กู้มาเพื่อใช้หนี้

รื้อกฎหมาย ส.ป.ก.ให้ทันสมัย

สำหรับ 6 กรมที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการฯให้กำกับดูแล  ได้แก่ 1. กรมประมง 2. กรมหม่อนไหม 3.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 4. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 5.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และ 6.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) คาดภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะมอบนโยบายให้แล้วเสร็จทั้งหมด โดยจะให้ความสำคัญเท่ากันหมดในทุกหน่วยงาน

 

นายวัชระพล กล่าวถึงนโยบายการนิรโทษกรรมคนซื้อคนขายที่ ส.ป.ก. ที่จะเปลี่ยนมาเป็นจ่ายค่าเช่าว่า ได้สั่งชะลอออกไปก่อน เพราะกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ดังนั้นจึงมีนโยบายผลักดันการปรับกฎหมายให้ทันเหตุการณ์ เพราะโลกเปลี่ยนไป พื้นที่ ส.ป.ก. หลายแห่งปัจจุบันพี่น้องประชาชนทำเกษตรกึ่งที่อยู่อาศัย หรือทำเป็นฟาร์มที่มีที่พักและเป็นแหล่งท่องเที่ยว

“ตอนนี้ผมและทีมงาน ส.ส. หลายท่าน กำลังทำ พ.ร.บ. ส.ป.ก. เพื่อแก้กฎหมายหลายตัวให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ วิสัยทัศน์ของผมคือการลงมือทำ ทำแล้วค่อยไปบอกว่าทำเสร็จแล้ว ไม่ใช่มาบอกก่อนว่าจะทำ  ผมเน้นปฏิบัติ อย่างเรื่อง อ.ส.ค. ผมใช้เวลาเพียง 7 วันในการแก้ปัญหาให้โดยที่เกษตรกรไม่ต้องมาหาผมที่กระทรวง แต่ผมไปหาเขาเอง การกระทำมันเป็นตัวบ่งบอกความตั้งใจ”

อย่างไรก็ดีในการวางแผนนโยบายจะต้องอิงจากกลไกตลาดโลก ซึ่งตอนนี้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาพลังงาน นโยบายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความชัดเจน 5 ด้าน แต่ส่วนตัวว่าถ้าเราลดต้นทุนได้ ทุกอย่างก็ไปได้ หน้าที่ของเราคือ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” เพื่อเพิ่มรายได้ เราต้องสอนเกษตรกรเรื่องช่องทางการขายผ่านโซเชียลมีเดียด้วย

นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อดึงงานวิจัยจากหิ้งลงมาใช้จริง ซึ่งได้บอกทีมงานว่าเราจะไป “ช้อปปิ้งงานวิจัย” ที่ช่วยเกษตรกรได้ เช่น จุลสาหร่ายที่เป็นซูเปอร์ฟู้ดและพลังงานได้ หรือเรื่อง “ปุ๋ยสั่งตัด” และเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยให้พี่น้องเกษตรกร ซึ่งตนสามารถคุยตรงกับผู้ใหญ่ในกระทรวง อว. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนให้เสียเวลา

ดัน “โพแทช” ทางเลือกใหม่ปุ๋ยไทย

นายวัชระพล กล่าวว่า ในช่วงที่รัฐมนตรีกำลังเจรจาซื้อปุ๋ยจากรัสเซียเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน ได้ให้กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ดูว่าดินตรงไหนเหมาะกับปุ๋ยอะไรและพืชอะไร จากนั้นจะนำร่องในจังหวัดหัวเมือง เช่น เชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลจาก พด. ผสมกับงานวิจัยจาก สวพ. และเครื่องมือจาก อว. มาทำปุ๋ยสั่งตัด แล้วให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เชิญสหกรณ์ต่าง ๆ มาดูเพื่อให้เขาเห็นภาพว่าทำได้จริงและช่วยลดความเสียหายของดินจากการใช้ปุ๋ยยูเรียเกินความจำเป็น

“โพแทช จังหวัดอุดรธานี ก็พยายามผลักดันมาหลายสิบปีแล้ว ตอนนี้ใบอนุญาตทำเหมืองน่าจะได้แล้ว เหลือแค่ใบอนุญาตตั้งโรงงาน นี่คือโอกาสมาก เพราะปัจจุบันเราผลิตปุ๋ยยูเรียเองไม่ได้ต้องนำเข้าทั้งหมด ทำให้ปุ๋ยราคาสูง โพแทชจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดต้นทุน หากเราให้ข้อมูลที่เพียงพอแก่ประชาชนที่อาศัยรอบพื้นที่เหมือง ผมเชื่อว่าเขาจะเข้าใจเพราะจะได้ใช้ปุ๋ยถูกและประหยัดค่าขนส่งด้วย”

นายวัชระพล กล่าวว่า  แม้จะเพิ่งทำงานมาเพียง 20 กว่าวัน ขอยืนยันว่าทีมงานของพวกตนทำงานหนักโดยไม่มีผลประโยชน์แฝง ตนเป็นลูกชาวนา พ่อ (วิเชียร) สอนด้วยการทำให้ดู ท่านทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เป็น สส. และนายกฯ อบจ. อุดรธานี ทำโครงการเพื่อเกษตรกรมาโดยตลอด ตนจึงซึมซับสิ่งเหล่านี้มา

“การทำงานของผมอาจจะเร็ว ข้าราชการอาจต้องวิ่งตามหน่อย แต่เป็นความเร็วที่รอบคอบ ผมจะเอาเกษตรกรเป็นที่ตั้ง ไม่ฟังนายทุน ไม่ฟังผู้ประกอบการ แต่ผมฟังเกษตรกร เหนื่อยกายพักก็หาย แต่ความเหนื่อยใจจากปัญหาเกษตรกร ถ้าแก้ได้เมื่อไหร่ใจมันก็หลุดออก พวกผมปวารณาตัวแล้วว่าจะทำงานหนักเพื่อพี่น้องเกษตรกรทุกคน” นายวัชระพล กล่าวยํ้า

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,198 วันที่ 7 - 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569