thansettakij
thansettakij
'สุภา' แจงปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันไม่ได้ปล่อยรัฐเสียหาย 1.79 หมื่นล้าน

'สุภา' แจงปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันไม่ได้ปล่อยรัฐเสียหาย 1.79 หมื่นล้าน

04 พ.ค. 69 | 04:07 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 69 | 04:12 น.

'สุภา' โต้ปมป.ป.ช.ชี้มูลคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันการไม่อุทธรณ์เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลที่ชี้เจ้าของหุ้นตัวจริงชัดเจน พร้อมระบุคลังกำชับสรรพากรเดินหน้าประเมินภาษีต่อ ไม่ได้ยุติการจัดเก็บภาษี

KEY

POINTS

  • น.ส. สุภา ชี้แจงว่า การไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่บุตรทั้งสอง
  • การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งการจัดเก็บภาษี แต่เป็นการยุติการดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ เพื่อไปดำเนินการกับเจ้าของที่แท้จริง
  • กระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมสรรพากรดำเนินการประเมินและจัดเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงต่อไป
  • ยืนยันว่ารัฐไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากในท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชำระภาษีและเงินเพิ่มรวมประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท

ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีประเมินภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายพานทองแท้ และนางพินทองทา ชินวัตร จนถูกกล่าวหาว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรราว 17,900 ล้านบาท

ล่าสุด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังได้ทำหนังสือชี้แจงลำดับข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่า การไม่อุทธรณ์ในขณะนั้นไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี แต่เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานของคำพิพากษาศาลและความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาอธิบายคือ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดง อม.1/2553 คดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ซึ่งวินิจฉัยว่า หุ้นชินคอร์ป ที่บุคคลในครอบครัวถือครองอยู่นั้น มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของที่แท้จริงมาโดยตลอด

เมื่อศาลฎีกาวางหลักไว้เช่นนี้ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บจากนายพานทองแท้และนางพินทองทา เนื่องจากทั้งสองไม่ใช่ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากหุ้นชุดดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากร เป็นฝ่ายแพ้คดี

'สุภา' แจงปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันไม่ได้ปล่อยรัฐเสียหาย 1.79 หมื่นล้าน

ตามคำชี้แจงระบุว่า ภายหลังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีมีความเห็นว่า ไม่ควรอุทธรณ์ เนื่องจากศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องเจ้าของหุ้นตัวจริงไว้แล้ว ขณะที่กรมสรรพากร เห็นพ้องในแนวทางเดียวกัน ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาและมีความเห็นไม่อุทธรณ์เช่นกัน

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็น ได้แก่ แนวปฏิบัติเดิมของรัฐเคยมีการอุทธรณ์ในคดีลักษณะถือหุ้นแทนหรือไม่ และหุ้นที่นายพานทองแท้กับนางพินทองทาถืออยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดียึดทรัพย์หรือไม่

ผลการตรวจสอบที่กรมสรรพากรรายงานกลับมายืนยันว่า หุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นชุดเดียวกับที่อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกา ก่อนแจ้งอัยการไม่อุทธรณ์คดีในเดือนเมษายน 2554

จากนั้น กระทรวงการคลัง ได้รับทราบผลการตรวจสอบ พร้อมมีข้อสังเกตให้ กรมสรรพากร ดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป โดยขณะนั้นยังเหลือระยะเวลาจัดเก็บภาษีอีกมากกว่า 1 ปี

นางสาวสุภา ย้ำว่า การไม่อุทธรณ์ในครั้งนั้นเป็นเพียงการยุติการดำเนินคดีกับบุคคลที่ศาลวินิจฉัยว่า ไม่ใช่เจ้าของหุ้นตัวจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า กระทรวงการคลังยุติการจัดเก็บภาษีทั้งหมด เพราะได้กำชับให้กรมสรรพากรไปดำเนินการประเมินภาษีกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อ

ต่อมา กรมสรรพากร จึงนำแนวทางดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนต่อสู้คดีกันในชั้นศาล และท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ชำระภาษี ค่าปรับ และเงินเพิ่มรวมประมาณ 17,500 ล้านบาท

ด้วยลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว นางสาวสุภา จึงเห็นว่า การดำเนินการในปี 2554 เป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในขณะนั้น อีกทั้งกระทรวงการคลัง ยังมีข้อสังเกตให้เดินหน้าจัดเก็บภาษีจากเจ้าของหุ้นตัวจริงต่อเนื่อง จึงไม่ใช่การปล่อยปละละเลยจนทำให้ภาษีของรัฐสูญหายตามที่ถูกกล่าวหา