thansettakij
thansettakij
รถเก่าแลกรถใหม่โจทย์ใหญ่รัฐดึง 2.6 ล้านคันออกระบบ แนะดัน ICE ควบคู่ รักษาฐานผลิตหลักประเทศ

รถเก่าแลกรถใหม่โจทย์ใหญ่รัฐดึง 2.6 ล้านคันออกระบบ แนะดัน ICE ควบคู่ รักษาฐานผลิตหลักประเทศ

25 เม.ย. 69 | 01:29 น.
อัปเดตล่าสุด :25 เม.ย. 69 | 02:25 น.

โครงการเก่าแลกรถใหม่โจทย์ใหญ่รัฐ ดึง 2.6 ล้านคันออกจากระบบ ส.อ.ท.แนะอย่ามองแค่ EV ดัน ICE ควบคู่ รักษาฐานผลิตหลักประเทศ

KEY

POINTS

  • ภาครัฐเผชิญโจทย์ใหญ่ในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำรถยนต์เก่าอายุ 16-20 ปี จำนวนกว่า 2.6 ล้านคันออกจากระบบ เพื่อลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
  • สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอแนะว่านโยบายไม่ควรมุ่งเน้นส่งเสริมเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ควรสนับสนุนรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ควบคู่กันไป
  • การส่งเสริมรถยนต์ ICE จะช่วยรักษาฐานการผลิตหลักของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งมีความสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงาน ว่า ประเด็นสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่แค่จะดึงรถเก่าออกจากระบบอย่างไร หรือกำลังซื้อคนไทยมีแค่ไหน อย่างไร และจะจูงใจอย่างไรให้ประชาชนยอมเปลี่ยน 

นอกจากนี้ ที่สำคัญรถเก่าที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการแบบไหน รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไร เพราะต้องคำนึงจำนวนรถ จะใช้รถยนต์ที่มีอายุกี่ปีมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสมมติว่าตั้งไว้ 8 ปีก็ถือว่ายังสั้น

โดยโมเดลลักษณะดังกล่าว หลายประเทศก็ทำ ซึ่งบางประเทศเลือกทำลาย บางประเทศส่งออกไปขายต่อในตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่บางแห่งเข้มงวดถึงขั้นไม่รับรถที่มีอายุเกิน 2 ปี รัฐบาลต้องดูให้ดี อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถราว 10 ปี ยังมีช่องทางเคลื่อนย้ายได้ในกรณีที่ เป็นการนำเข้าโดยเจ้าของเดิมและมีประวัติการใช้งานจริงด้วย

“มาตรการลักษณะนี้ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเห็นผลชัด เพราะมีมากกว่า 2 ล้านคัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญอย่างการลดการนำเข้าน้ำมัน”

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แม้จะเริ่มเห็นการชะลอลงบ้าง แต่ยังไม่ลดลงได้มากเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นนโยบายที่ถูกผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนหน้าเกือบ 8-9 ปี ก็ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งมีหลายปัจจัยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลก็คือ ตลาดส่งออกรถยนต์ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถไปตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือประมาณ 200,000 คัน ถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหลัก 

แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางตั้งแต่ 28 ก.พ. บางลำไปจอดรอที่อินเดียหรือสิงคโปร์ บางส่วนต้องขนสินค้ากลับ หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทราบกันดีว่าเส้นทางดังกล่าวนี้ต้องยอมจ่ายแลกต้นทุนพุ่งสูงถึงระดับหลักล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว หรือ 5 เท่าตัว

ทั้งนี้ ต้องการเสนอให้ภาครัฐเร่งประคองและกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งซัพพลาย ซึ่งจะเป็นมาตรการที่เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกสองตัว โดยเฉพาะการผลักดันให้กำลังการผลิตรถยนต์ช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ไทยที่ไม่ควรโตต่ำไปมากกว่า 2% 

และไม่ควรมุ่งเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ด้วย เนื่องจากยังเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นรายได้ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

ขณะที่รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน หากโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มสัปดาห์ เช่น ผลิตได้เพิ่มเป็น 20,000 คันต่อช่วงเวลา ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ ขณะเดียวกันรัฐยังมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน

นอจากนี้ เม็ดเงินส่วนดังกล่าวนี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเดินหน้าลงทุนต่อในระยะยาว

ปัจจุบันไทยมีรถยนต์อายุ 16-20 ปี รถยนต์นั่ง (รย.1) ราว 1.6 ล้านคัน และรถกระบะ (รย.3) อีกประมาณ 1.1 ล้านคัน รวมแล้วกว่า 2.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นทั้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ประเทศต้องแบกรับ