
ศุลกากรจ่อเก็บภาษีนำเข้า ‘พัสดุ’ สูงสุด 40% อุ้มเอสเอ็มอีไทย
ศุลกากรจ่อเก็บภาษีนำเข้า ‘พัสดุ’ เต็มเพดาน สูงสุด 40% อุ้มเอสเอ็มอีไทย ชี้เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทแรกแล้ว เพิ่มรายได้รัฐเดือนละ 300 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรมีแนวคิดที่จะใช้อำนาจปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าพัสดุกล่องย่อยให้อยู่ในระดับเพดานสูงสุด ซึ่งปัจจุบันอัตราเพดานภาษีศุลกากรมีอยู่หลายอัตรา ทั้ง 30% และ 40% โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทพิกัดที่นำเข้า
ทั้งนี้ เป็นการบรูณาการสอดรับกับนโยบาย "10 Plus" ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีไทย
“ยกตัวอย่างสินค้าที่ทำจากพลาสติก เช่น เคสโทรศัพท์มือถือที่เดิมอาจเคยเสียภาษีเพียง 5% ก็อาจจะถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ระดับ 30% เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิด ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับ รมว.คลัง เพื่อกำหนดนโยบายอีกครั้ง”
ขณะเดียวกัน การเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบมรขั้นตอนในการดำเนินการ เนื่องจากกฎหมายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรปัจจุบันไม่อนุญาตให้จัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้า กรมศุลกากรจึงวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยในระยะสั้นจะเลือกใช้กลไกและเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในการขยับเพดานภาษีก่อน จากนั้นจะทยอยขับเคลื่อนมาตรการในระยะต่อไป ควบคู่กับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในระยะยาว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังความต้องการและนำมาสู่การตกผลึกเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยก่อนหน้านี้เราได้มีการใช้อำนาจตามกฎหมายเดินหน้าเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อสอดรับโลกการค้ายุคดิจิทัลที่มีสินค้าราคาถูกจำนวนมากถูกบรรจุเป็นพัสดุกล่องย่อยส่งตรงจากต่างประเทศถึงมือผู้ซื้อชาวไทย
“การนำเข้าลักษณะนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์หรือมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยเลย เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าต่างชาติไม่ได้เข้ามาลงทุนเช่าโกดังสินค้า หรือว่าจ้างระบบขนส่งภายในประเทศเหมือนรูปแบบการค้าในอดีต และเพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ เราจึงได้เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาทแรก สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ค้าในประเทศ และยังเพิ่มการจัดเก็บรายได้รัฐเฉลี่ยเดือนละ 300 ล้านบาท”
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้มีการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ เช่น TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยบังคับต้องแสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเทียบเคียง ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลบเลี่ยงภาษี รวมทั้งจะเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยที่ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มหลักอีกด้วย







