thansettakij
thansettakij
ศุลกากร ผนึกกรมการค้าต่างประเทศ สกัดสินค้าสวมสิทธิ์ จ่อเพิ่มโทษยึดของกลาง

ศุลกากร ผนึกกรมการค้าต่างประเทศ สกัดสินค้าสวมสิทธิ์ จ่อเพิ่มโทษยึดของกลาง

04 มี.ค. 2569 | 08:38 น.
อัปเดตล่าสุด :04 มี.ค. 2569 | 08:42 น.

ศุลกากรผนึกกรมการค้าต่างประเทศ สกัดสินค้าสวมสิทธิ์ ระบุ 4 เดือน จับแล้วกว่า 500 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้น 160% จ่อเพิ่มโทษยึดของกลาง

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมศุลกากร อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบและบทลงโทษสูงขึ้น สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์ ให้สามารถยึดของกลางได้ จากปัจจุบันการส่งออกสินค้าที่แสดงแหล่งกำเนิดเท็จ เช่น การติดป้าย "Made in Thailand" เพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปประเทศที่สาม ถือเป็นความผิดทางพิธีการที่มีโทษเบาเพียงแค่การปรับเงินเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้กระทำผิดได้

“ตอนนี้กรมกำลังศึกษาการปรับเกณฑ์การรับคดีใหม่ โดยจะเปลี่ยนจากโทษปรับเป็นการยึดของกลางแทน ซึ่งจะครอบคลุมเป็นแพ็คเกจใหญ่ ทั้งกลุ่มสินค้าสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดเท็จ สินค้ากัญชา และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้“

นอกจากนี้ กรมได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล บูรณาการข้อมูลและมาตรการตรวจสอบเข้มงวดเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าไทย (Transshipment) และการทุ่มตลาดสินค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการชาวไทยและภาพลักษณ์การส่งออกของประเทศ

ศุลกากร ผนึกกรมการค้าต่างประเทศ สกัดสินค้าสวมสิทธิ์ จ่อเพิ่มโทษยึดของกลาง

ทั้งนี้ จากการร่วมมือดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยสามารถทำการจับกุมและอายัดสินค้าที่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และสินค้าสวมสิทธิ์แอบอ้างแหล่งกำเนิดเป็นประเทศไทยรวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้น 160% แบ่งเป็น กรณีสวมสิทธิ์เกือบ 400 ล้านบาท และกรณีทุ่มตลาดกว่า 100 ล้านบาท

“สินค้าเหล่านี้ทำลายเศรษฐกิจไทย ทั้งการนำเข้ามาทุ่มตลาด และการนำเข้ามาเพื่อสวมสิทธิ์เขียนว่า Made in Thailand แล้วส่งออกไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เราถูกกล่าวหาว่าส่งสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในไทยจริงออกไป หรือที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกว่า Transshipment ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยถูกปรับขึ้นภาษีได้” 

ด้านนางสาวอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยขยับอันดับขึ้นเป็นผู้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาสูงเป็นอันดับที่ 7 และมีการเกินดุลการค้าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ทำให้ถูกจับตามองเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้าจากประเทศที่สามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีรายการสินค้าที่เฝ้าระวังอยู่ 49 รายการ และพร้อมจะขยายเป็น 65 รายการตามสถานการณ์การเจรจากับทางสหรัฐฯ 

“เราทำงานร่วมกับกรมศุลกากรอย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล Watchlist หากพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น ผู้นำเข้าที่ไม่มีโรงงานผลิตจริงแต่มีการส่งออกสินค้าพิกัดเดียวกันทันที เราจะตรวจสอบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) อย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องรับความเสี่ยงจากการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งความเสียหายจะรุนแรงกว่ามาก” 

สำหรับมาตรการในเชิงลึก กรมยังได้ประสานงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการตรวจสอบกลุ่มนอมินีที่อาจอยู่เบื้องหลังการสวมสิทธิ์สินค้าเหล่านี้ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อขยายผลไปถึงตัวการรายใหญ่