

กรมธนารักษ์ หนึ่งในหน่วยงานหลักสังกัดกระทรวงการคลัง ประกาศเดินหน้าแผนการดำเนินงานเชิงรุกในปีงบประมาณ 2569 มุ่งเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเป็นระบบ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “VALUE” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน พร้อมตั้งเป้าจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 20%
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการเตรียมประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ สำหรับปี 2570–2573 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และอาคารชุดทั่วประเทศ
คาดว่าจะสามารถประกาศราคาประเมินอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
การประเมินราคาที่ดินรอบใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ โดยกรมธนารักษ์ได้กำหนดแนวทางให้ราคาประเมินสะท้อนราคาตลาดมากขึ้น จากเดิมที่ราคาประเมินภาครัฐมักต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงในตลาดประมาณ 30–40%
ดังนั้น ในรอบการประเมินใหม่ได้ตั้งเป้าลดช่องว่างดังกล่าวให้ราคาประเมินต่ำกว่าราคาตลาดไม่เกิน 20% เพื่อเพิ่มความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง ลดความลักลั่นในการประเมิน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐให้เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง
อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุว่า การประกาศใช้ราคาประเมินทุก 4 ปี เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ซึ่งรอบปัจจุบันปี 2566–2569 กำลังจะสิ้นสุดลง โดยแนวโน้มราคาประเมินในรอบใหม่โดยรวมจะไม่มีการปรับลดลง แต่อาจมีบางพื้นที่ที่ราคาอยู่ในระดับทรงตัว ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และภาวะเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค
สำหรับสถิติราคาประเมินที่ดินปัจจุบัน พื้นที่ที่มีราคาประเมินสูงสุดของประเทศยังคงอยู่ในย่านเพลินจิต กรุงเทพมหานคร โดยมีราคาประเมินสูงสุดที่ 1,000,000 บาทต่อตารางวา ขณะที่ราคาประเมินที่ดินต่ำสุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครอยู่ในเขตบางขุนเทียน โดยเฉพาะแปลงที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออก มีราคาประเมินเพียง 500 บาทต่อตารางวา
ส่วนราคาประเมินต่ำสุดของประเทศอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพียง 25 บาทต่อตารางวา
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังเร่งพัฒนาการให้บริการด้านข้อมูลราคาประเมินในรูปแบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบและพิมพ์ใบรับรองราคาประเมินที่ดินผ่านโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่าย และลดความจำเป็นในการเดินทางมาติดต่อหน่วยงานราชการ
ด้านการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่ประมาณ 12 ล้านไร่ แต่สามารถนำมาสร้างรายได้จริงเพียง 1.13 ล้านไร่ กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการปรับอัตราค่าเช่าที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตร ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน หลังจากไม่ได้ปรับปรุงมาตั้งแต่ปี 2560 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2570 ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องพิจารณาควบคู่กับนโยบายของรัฐบาล
ขณะที่การเช่าที่ราชพัสดุในเชิงพาณิชย์ กรมธนารักษ์ยังคงใช้กลไกเดิมที่มีความชัดเจน โดยมีการปรับเพิ่มค่าเช่าในอัตราร้อยละทุก 3 ปี ส่วนผู้เช่ารายใหม่จะถูกคำนวณค่าเช่าตามสัดส่วนร้อยละของมูลค่าราคาประเมินที่ดิน ซึ่งสะท้อนมูลค่าตลาดและมีความเป็นธรรมต่อรัฐ
พร้อมกันนี้ กรมธนารักษ์ยังเร่งขับเคลื่อนโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ โดยตั้งเป้าเปลี่ยนสถานะผู้บุกรุกกว่า 24,000 ราย ให้เข้าสู่ระบบการเช่าที่ถูกต้องตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 เพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย ลดข้อพิพาทด้านที่ดิน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินของรัฐ
ด้านการสร้างรายได้ระยะยาว กรมธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลที่ดินศักยภาพสูง (High-Potential Assets) หลายแปลง ให้เอกชนเช่าพัฒนาในระยะยาว 30 ปี อาทิ
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดประมูลอสังหาริมทรัพย์จากการยึดทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ในเดือนมีนาคมนี้ รวมกว่า 41 รายการ เช่น อาคารสำนักงานย่านลาดพร้าว 71 มูลค่ากว่า 54 ล้านบาท เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและขยายฐานผู้เข้าร่วมประมูล
สำหรับผลการจัดเก็บรายได้ ในปีงบประมาณ 2569 กรมธนารักษ์ได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 11,900 ล้านบาท โดยในช่วง 4 เดือนแรกสามารถจัดเก็บรายได้แล้ว 8,059 ล้านบาท หรือมากกว่า 80% ของเป้าหมายทั้งปี ส่งผลให้กรมธนารักษ์มีความมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้เมื่อสิ้นปีงบประมาณสูงกว่าเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 20%
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,174 วันที่ 12 - 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569