
ผู้เชี่ยวชาญ ห่วงสต๊อกดีเซลไทยลดวูบ เหตุยอดใช้มากกว่ากำลังการผลิต
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ห่วงสต๊อกดีเซลไทยลดต่อเนื่อง เหตุยอดใช้มากกว่ากำลังการผลิต
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสดงความกังวลต่อปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองของประเทศที่อาจมีเพียงพอประมาณ 20 วัน
- ข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมชี้ว่า ปริมาณการผลิตดีเซลต่ำกว่าความต้องการใช้ในประเทศรวมกับการส่งออก
- มีข้อเสนอแนะให้ไทยรักษากำลังการกลั่นดีเซลอย่างน้อย 75 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อสร้างสมดุลและรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
หลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Blockade) เพื่อยกระดับการกดดันๆปยังอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “อีกไม่นานพวกคุณจะรู้สึกโหยหาค่าน้ำมันราคา 4–5 ดอลลาร์” ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้วิกฤตน้ำมันยังคงน่าห่วง
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งข้อสังเกตุและข้อห่วงใยต่อสต๊อกน้ำมันของประเทศไทย โดยพิจารณาข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่ระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 110 วัน แบ่งเป็น
- น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้ว ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอการขนส่ง 3,570 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 28 วัน
- น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งขนส่งมาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น อเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, ตะวันออกไกล และโอเชียเนีย มีปริมาณรวม 4,246 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 34 วัน
นอกจากนี้ยังระบุถึงน้ำมันสำรองเพื่อการค้า มีปริมาณ 2,509 ล้านลิตร ใช้ได้ 23 วัน และน้ำมันสำรองตามกฎหมาย ซึ่งมีไว้สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ปริมาณ 3,354 ล้านลิตร ใช้ได้ 25 วัน ซึ่งนายภาณุรัช ให้ความเห็นต่อข้อมูลดังกล่าวว่า น้ำมันบนเรือที่ยังเดินทางมาไม่ถึงประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการขนส่ง หรือรอการขนส่ง ยังเป็นสิ่งที่ต้องยืนยันแบบวันต่อวัน
ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับน้ำมันสำรองตามกฎหมาย ปริมาณ 3,354 ล้านลิตร ใช้ได้ 25 วันนั้น มีไว้สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน จึงไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ จึงเป็นที่มาของการรายงานในสื่อต่างประเทศว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับการใช้งานเพียง 20กว่าวันเท่านั้น
กังขาวิธีคำนวณ สต๊อกน้ำมันไทย
จากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ดังกล่าว ยังมีประเด็นที่นายภาณุรัช ตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการคำนวณสต๊อกน้ำมันไทย โดยหากนำปริมาณน้ำมันในแต่ละรายการ หารด้วยจำนวนวันที่ระบุตามรูป พบว่ามีปริมาณน้ำมันต่อวันไม่เท่ากัน ดังนี้
- น้ำมันที่ยืนยันอยู่ระหว่างรอการขนส่ง 3,570 ล้านลิตร ใช้ได้ 28 วัน เท่ากับ 127.5 ล้านลิตร/วัน
- น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 4,246 ล้านลิตร ใช้ได้ 34 วัน เท่ากับ 124.88 ล้านลิตร/วัน
- น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 2,509 ล้านลิตร ใช้ได้ 23 วัน เท่ากับ 109.08 ล้านลิตร/วัน
- น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,354 ล้านลิตร ใช้ได้ 25 วัน เท่ากับ 134.16 ล้านลิตร/วัน
ม.ค.-ก.พ. กลั่นน้ำมัน น้อยกว่าใช้
นายภาณุรัช ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว" จากข้อมูลสถิติของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานว่า ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ปริมาณการผลิตมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการรวม (จำหน่ายในประเทศ และส่งออก) โดยพบว่า
- มกราคม มีการผลิต 75.20 ล้านลิตร/วัน มีความต้องการรวม (จำหน่าย + ส่งออก) อยู่ที่ 80.20 ล้านลิตร/วัน จึงมีการผลิตน้อยกว่าความต้องการรวม 5.00 ล้านลิตร/วัน
- กุมภาพันธ์ มีการผลิต 68.83 ล้านลิตร/วัน มีความต้องการรวม 77.44 ล้านลิตร/วัน จึงมีการผลิตน้อยกว่าความต้องการรวม 8.61 ล้านลิตร/วัน
- มีนาคม มีการผลิต 78.76 ล้านลิตร/วัน มีความต้องการรวม 86.80 ล้านลิตร/วัน จึงมีการผลิตน้อยกว่าความต้องการรวม 8.04 ล้านลิตร/วัน
ในขณะที่เดือนเมษายน (ข้อมูลวันที่ 1-13 เม.ย. 2569) ปริมาณการผลิตได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าปริมาณการใช้งานและการส่งออกอย่างชัดเจน โดยมีการผลิต 81.48 ล้านลิตร/วัน มีความต้องการรวม 61.77 ล้านลิตร/วัน จึงมีส่วนต่างการผลิตมากกว่าความต้องการรวมอยู่ที่ 19.71 ล้านลิตร/วัน
จากข้อมูลดังกล่าว นายภาณุรัชวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะว่า ตามสถิติ ความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศในสภาวะปกติ (ก่อนช่วงความขัดแย้งหรือสงคราม) อยู่ที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวันสำหรับดีเซล และ 33 ล้านลิตรต่อวันสำหรับเบนซิน
ดังนั้นเพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งาน และรองรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว และเมียนมา ประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกำลังการกลั่นดีเซลให้ได้ที่ 75 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งในแง่การใช้ปกติและการรักษาระดับคลังน้ำมันสำรอง
แม้ข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 จะแสดงให้เห็นว่า ไทยมีกำลังการผลิตดีเซลสูงถึง 81.48 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการใช้งานรวม แต่ในเชิงกลยุทธ์มีความกังวลที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความผันผวนของแหล่งพลังงาน และคุณภาพของน้ำมันดิบ ซึ่งหากมีการนำน้ำมันดิบชนิดที่ใสกว่าเข้ามากลั่น อาจส่งผลให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นน้ำมันดีเซลมีเปอร์เซ็นต์ลดลง แม้จะกลั่นในปริมาณเท่าเดิมก็ตาม
เพื่อให้มั่นใจว่าความมั่นคงทางพลังงานจะไม่กระทบต่อภาคส่วนที่จำเป็น จึงควรทำการวิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้ใช้ที่จำเป็น และควรได้รับการจัดสรรน้ำมันก่อน เช่นกลุ่มผู้ใช้ดีเซล พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดปริมาณการใช้ลงเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน






