
สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
สศช. รายงาน ครม. 3 ฉากทัศน์ตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบเงินเฟ้อ คาดราคาน้ำมันดีเซล เพิ่มทุก 1 บาท GDP หาย 0.02% หากจบเร็วไม่เกิน 1 เดือนจะกระทบกับเงินเฟ้อไทย 1% แต่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน น้ำมันเฉลี่ยสูงกว่า 120 ดอลลาร์ เงินเฟ้อ 1.9% เสี่ยงเกิดเศรษฐกิจถดถอย และ stagflation บางประเทศ
KEY
POINTS
- สศช. ประเมินว่าราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลกระทบให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.02%
- มีการประเมินผลกระทบเป็น 3 ฉากทัศน์ตามความรุนแรงของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก โดยกรณีเลวร้ายที่สุดอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย
- ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นราคาดีเซลมากที่สุดคือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง
17 มีนาคม 2579 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลางให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ มีด้วยกัน 3 ฉากทัศน์ ตามความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์
"ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์ในวันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นมาราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์มาแล้วกว่า 3 วัน ซึ่งถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%"
สำหรับ 3 ฉากทัศน์ ที่สศช.ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม.เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป มีดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7%
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มากและการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง
สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยากเนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะพบว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02% ทั้งนี้ 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ และต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือก่อนก็คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง
นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลนั้นจะเน้นการปรับราคาน้ำมันดีเซลแบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อลดผลกระทบจากเซกเตอร์ต่างๆ พร้อมเร่งการแก้ปัญหาให้มีให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า ในส่วนของสินค้าควบคุม ควบคู่กับโครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และการเพิ่มทางเลือกพลังงานอย่างไบโอดีเซลและ E20 เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารืออีกครั้งในวันศุกร์นี้
สำหรับการออก พ.ร.ก.เงินกู้สำหรับกองทุนน้ำมันฯ และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในขณะนี้ยังไม่สามารถจะทำได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลยังมีอำนาจจำกัด เป็นรัฐบาลรักษาการ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการปลดล็อกหลังมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาก่อน











