thansettakij
thansettakij
ชำแหละกลโกงสุดแสบ 'ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน' ฟันกำไรบนความทุกข์ประชาชน

ชำแหละกลโกงสุดแสบ 'ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน' ฟันกำไรบนความทุกข์ประชาชน

03 เม.ย. 69 | 08:36 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 08:58 น.

เปิดโปงขบวนการ "ไอ้โม่ง" กักตุนน้ำมันฟันกำไรลิตรละ 10 บาท ทำน้ำมันหายปริศนา 57 ล้านลิตร "อนุทิน" ลั่นปิดชื่อถือพฤติกรรม สั่ง DSI ลุยคดีพิเศษลากคอผู้บงการกวาดล้าง 6 กลโกงแสบที่ซ้ำเติมความทุกข์ประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลตรวจพบขบวนการกักตุนและลักลอบค้าน้ำมันครั้งใหญ่ หลังปริมาณการใช้พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท
  • เปิดโปงกลโกงหลายรูปแบบ เช่น การกักตุนในคลัง, ลักลอบนำน้ำมันจากปั๊มไปขายนอกระบบเพื่อฟันกำไร, และการลักลอบส่งออก
  • พบหลักฐานสำคัญคือ น้ำมันหายระหว่างการขนส่งทางทะเลถึง 57 ล้านลิตร และเรือขนส่ง 20 เที่ยวมีพฤติกรรมจงใจเดินเรือให้ช้าลงเพื่อเก็งกำไร
  • ดีเอสไอ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษเพื่อสืบสวนขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง โดยรัฐบาลประกาศจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในวันที่โลกกำลังระอุด้วยไฟสงครามจากตะวันออกกลางซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงหัวจ่ายน้ำมันทุกแห่งในไทย แต่ในเงามืดกลับมีขบวนการ "ไอ้โม่ง" ที่ฉวยโอกาสนี้สร้างความมั่งคั่งบนคราบน้ำตาของประชาชน ด้วยกลวิธีที่แยบยลและอำมหิต จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศสงครามขั้นเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ชำแหละกลโกงสุดแสบ 'ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน' ฟันกำไรบนความทุกข์ประชาชน

สัญญาณอันตราย: เมื่อตัวเลข "ความจริง" ถูกบิดเบือน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความผิดปกติที่รุนแรงว่า ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศกลับดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าสงสัย จากเดิมที่เคยใช้วันละประมาณ 67 ล้านลิตร พุ่งสูงขึ้นไปเกือบ 90 ล้านลิตรต่อวัน

โดยตั้งข้อสังเกตว่านี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการลักลอบและกักตุนน้ำมันครั้งมโหฬาร และได้ประกาศกร้าวว่า "รัฐบาลจะใช้หลักการ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่ว่าผู้เบื้องหลังจะเป็นใคร มีอิทธิพลแค่ไหน หากเอาเปรียบประชาชน เราจะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น ใครก็ช่วยไม่ได้"

ภาระ 5 หมื่นล้าน: เดิมพันความอยู่รอดของคนไทย

นายอนุทิน ได้ย้ำเตือนทิ้งท้ายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ในขณะที่ไอ้โม่งเหล่านี้กวาดกำไรเข้ากระเป๋า รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาถึงลิตรละประมาณ 17 บาท จนกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระขาดทุนไปแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้คือเงินของคนไทยที่ตั้งใจเอาไว้ช่วยแบ่งเบาภาระสัญจร ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาลักลอบกักตุนเก็งกำไร

ชำแหละกลโกงสุดแสบ 'ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน' ฟันกำไรบนความทุกข์ประชาชน

ปริศนา 57 ล้านลิตรที่หายไปกลางทะเล

ด้านความคืบหน้าในการตรวจสอบต้นทาง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แฉถึงพฤติการณ์สุดแสบที่เกิดขึ้นในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับพบว่า มีการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นต้นทางรวม 217 ล้านลิตร ผ่านการขนส่ง 96 เที่ยวเรือ แต่เมื่อเดินทางไปถึงคลังปลายทาง 6 แห่ง กลับเหลือปริมาณเพียง 160 ล้านลิตร เท่ากับว่ามีน้ำมัน "สูญหาย" ระหว่างทางถึง 57 ล้านลิตร

พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของขบวนการระหว่างทาง และได้สั่งการให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมตั้ง "วอร์รูม" ติดตามน้ำมันแบบเรียลไทม์ทุกขั้นตอน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

แฉกลโกง "โยกน้ำมัน" ฟันกำไรลิตรละ 10 บาท

รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.ศปน.ตร.) ระบุว่าจากการสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลงจำนวน 27 แห่ง และจุดกระจายน้ำมันอีก 12 แห่ง รวมทั้งสิ้น 39 แห่ง พบความผิดปกติที่น่าเชื่อได้ว่ามีการกักตุนน้ำมันถึง 6 แห่ง โดยพบกลโกงและพฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง ดังนี้

1. พฤติกรรมกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรในคลังน้ำมัน เจ้าหน้าที่พบว่ามีคลังน้ำมันบางแห่งมีน้ำมันสำรองอยู่จริงแต่กลับลดการจ่ายน้ำมันลงอย่างผิดปกติ เช่น คลังน้ำมันแห่งหนึ่งที่เคยจ่ายน้ำมันในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 18 ล้านลิตร แต่ในเดือนมีนาคมกลับลดการจ่ายเหลือเพียง 11 ล้านลิตร ทั้งที่โรงกลั่นยืนยันว่าได้ส่งน้ำมันให้คลังเต็มจำนวน 100%

นอกจากนี้ยังพบคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคเหนือที่ลดการจ่ายน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมวันละกว่า 2 ล้านลิตรเหลือเพียง 1 ล้านลิตร ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.ศปน.ตร.)

2. กลโกง "โยกน้ำมัน" ฟันกำไรส่วนต่างลิตรละ 10 บาท จากการตรวจสอบพบขบวนการที่สถานีบริการสั่งน้ำมันตามโควตาปกติแต่ไม่นำน้ำมันมาลงที่ปั๊มเพื่อขายให้ประชาชน แต่กลับลักลอบนำไปขายต่อให้กับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะได้กำไรทันทีลิตรละ 10 บาท

โดยล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมกรณีการสั่งน้ำมันไปลงพื้นที่เขตลาดกระบัง แต่กลับแอบนำไปลงที่จังหวัดนครสวรรค์ และพบมีการกักตุนน้ำมันอยู่บริเวณหลังสถานีบริการ

3. การลักลอบส่งออกและน้ำมันเถื่อนทางทะเล ในด้านการปราบปรามการลักลอบส่งออก เจ้าหน้าที่ได้บุกจับกุมรถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ที่เตรียมลักลอบส่งออกผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลจากกรณีคลิปวิดีโอใน TikTok ของชาวกัมพูชาที่ปรากฏภาพเรือต้องสงสัย ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นเรือสัญชาติไทย ชื่อ "โชคชนกร" ภายในเรือมีลูกเรือ 6 คน และต้องสงสัยว่าเป็นเรือสวมทะเบียน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวเจ้าของเรือมาสอบสวนว่ามีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบจำหน่ายน้ำมันกลางทะเลหรือไม่

รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ย้ำว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤต ซึ่งทาง ศปน.ตร. จะดำเนินการตรวจสอบคลังน้ำมันอีก 4 แห่งที่อ้างว่าถูกลดโควตาแต่ขัดแย้งกับข้อมูลของโรงกลั่น เพื่อดูว่ามีการนำน้ำมันไปซุกซ่อนไว้ที่ใด และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย

พบ 20 เที่ยวเรือพฤติกรรมผิดปกติ ประวิงเวลาเดินเรือ

พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) บอกว่า จากสถานการณ์สงครามที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การขนส่งน้ำมันเกิดการขาดตอนและนำไปสู่ภาวะการกักตุนน้ำมันภายในประเทศ ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ให้งดการส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา ทาง ศรชล. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรืออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลฐานข้อมูลของ ศรชล. ในช่วงเดือนมีนาคม พบความผิดปกติในการเดินเรือจากทั้งหมด 96 เที่ยวเรือ โดยพบเรือที่มีพฤติกรรมประวิงเวลาการเดินทางให้ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 20 เที่ยวเรือ เพื่อหวังผลกำไรจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นแม้จะล่าช้าเพียง 1-2 วัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1: เดินเรือช้ากว่าปกติประมาณ 1 วัน จำนวน 13 เที่ยวเรือ ปริมาณน้ำมันรวม 35,764,709 ลิตร
  • กลุ่มที่ 2: เดินเรือช้ากว่าปกติประมาณ 2 วัน จำนวน 7 เที่ยวเรือ ปริมาณน้ำมันรวม 16,235,294 ลิตร

รวมปริมาณน้ำมันที่มีพฤติกรรมการขนส่งผิดปกติมีจำนวนเกือบ 50 ล้านลิตร ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มีนัยสำคัญและต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

เฝ้าระวังการถ่ายลำกลางทะเล-จ่อส่ง DSI ดำเนินคดี

นอกจากนี้ ศรชล. ยังตรวจพบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มที่มีการจอดเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานานตามแนวชายแดนหรือในเขตพื้นที่ทางทะเลของไทย ซึ่งอาจมีการลักลอบขนถ่ายน้ำมันผิดกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกและได้ประสานงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อส่งต่อข้อมูลและดำเนินคดีตามกฎหมายหากพบการกระทำผิด

เลขาธิการ ศรชล. ยืนยันว่า ศรชล. และกองทัพเรือ จะดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติเข้มข้นกว่าสภาวะปกติ เพื่อไม่ให้มีการเล็ดลอดของน้ำมันออกนอกประเทศและป้องกันการกักตุนน้ำมันอย่างเด็ดขาด เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นสำคัญ

เมื่อการขนส่ง 2 วัน กลายเป็น 6 วัน: ข้อกฎหมายที่ถูกท้าทาย

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการรับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยระบุว่าพฤติการณ์ในการกระทำความผิดนั้นมีหลายลักษณะที่ต้องเร่งพิสูจน์ทราบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำมันหายระหว่างทาง การลักลอบนำน้ำมันหายไปกลางทะเล หรือกระบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดในแต่ละส่วน
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าในขณะนี้ทางดีเอสไอได้ พบมูลความผิดที่ชัดเจนแล้วในเรื่อง “การกักตุนน้ำมัน”

เนื่องจากตามข้อกฎหมายได้ระบุสั่งห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการดำเนินการปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า ชะลอการจำหน่าย หรือประวิงเวลาในการจำหน่าย รวมถึงการประวิงเวลาในการขนส่งสินค้าด้วย

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ

ซึ่งจากการประสานข้อมูลร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) พบหลักฐานความผิดปกติที่สำคัญคือ เส้นทางการเดินเรือในหลายเที่ยวเรือที่ตามปกติจะใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน แต่กลับมีการใช้เวลาเดินทางนานถึง 5-6 วัน ซึ่งพฤติการณ์นี้ถือเป็นการประวิงเวลาในการส่งมอบสินค้าอย่างชัดเจนเพื่อหวังผลประโยชน์บางประการ

พ.ต.ต.ยุทธนา เน้นย้ำว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงความผิดทางแพ่งทั่วไป แต่มีความร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการคลังของประเทศอย่างมหาศาล

ด้วยเหตุนี้จึงเข้าเงื่อนไขตามข้อกฎหมายที่จะรับเข้าเป็นคดีพิเศษ ภายใต้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเป็นลำดับแรก ก่อนจะดำเนินการขยายผลไปยังฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป หลังจากมีการรับเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการแล้ว ดีเอสไอจะใช้อำนาจตามกฎหมายในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยจะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภายนอกเข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วม เพื่อระดมสรรพกำลังในการสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปให้ถึงต้นตอของขบวนการในทุกมิติอย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน