thansettakij
thansettakij
‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

09 ก.ค. 69 | 00:19 น.

ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง โตไม่ทั่วถึง ส่งออกขยายแต่ภาพผลิตยังอ่อนแอ จี้รัฐเร่งฟื้นกำลังผลิตไทย พร้อมเสนอ 5 มาตรการเร่งเครื่องเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. ประเมินเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มบวกอย่างระมัดระวัง แต่ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนสูง การแข่งขันด้านราคา และสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
  • เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ เช่น ค่าไฟฟ้า พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อรับมือสินค้านำเข้า
  • เรียกร้องให้เร่งรัดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) เพื่อเปิดตลาดใหม่และสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย
  • แนะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเป้าสนับสนุนสินค้า

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง 

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

ภาพรวมเศรษฐกิจมีสัญญาณบวก

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส่งผลให้ประมาณการส่งออกปี 2569 ถูกปรับดีขึ้นเป็น 8-10% และกรอบการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 1.6-2.0% 

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่

‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

 

สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจ

โดยปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพยุงกำลังซื้อ

ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้วงเงินประมาณ 176,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs 

‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

 

อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง

 

เร่งเบิกจ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อีกแรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การก่อสร้าง การใช้วัสดุภายในประเทศ และสร้างคำสั่งซื้อให้กับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างเป็นรูปธรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวต่อไปอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ทั้งประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยต้องเผชิญต้นทุนและเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม 

รัฐบาลจึงควรเร่งจัดตั้งกลไกเจรจาร่วมรัฐ-เอกชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จัดทำข้อมูลรายอุตสาหกรรม และเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐฯ ให้ทันกับประเทศคู่แข่ง

ขณะเดียวกันไทยควรเร่งปิดช่องว่างด้านตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป บริการ และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากยุโรป หากไทยเดินหน้าได้เร็ว จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การค้าโลก

‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

 

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งวัตถุดิบเกษตร ห่วงโซ่อาหาร น้ำใช้ในภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในบางพื้นที่ ภาครัฐจึงควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงปลายปี

จากปัจจัยดังกล่าวเห็นว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อ แต่ต้องใช้จังหวะที่เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการส่งออกบางกลุ่ม การท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ เร่งแก้จุดเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้เม็ดเงินในประเทศหมุนกลับไปสู่ผู้ผลิตไทย ลดภาระต้นทุนการผลิต บรรเทาแรงกดดันจากสินค้านำเข้า เปิดตลาดส่งออกใหม่ และยกระดับโรงงานไทยให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น 

ดังนั้น มาตรการครึ่งปีหลังจึงควรเดินสองทางควบคู่กัน คือ พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาว เพื่อให้แรงส่งทางเศรษฐกิจไม่จบลงเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

เสนอ 5 มาตราการภาครัฐ

ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 5 เรื่องสำคัญในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบด้วย

  • ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีแบบมุ่งเป้า โดยผูกกับการซื้อสินค้าไทย สินค้า Made in Thailand การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการช่วย SMEs ให้เข้าถึงตลาดจริง
  • ดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม โดยเร่งตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การทุ่มตลาด การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และการนำเข้าที่กระทบต่อผู้ผลิตไทย
  • ปรับต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน โลจิสติกส์ การบริหารจัดการน้ำ และกฎระเบียบที่เป็นภาระ เพื่อให้โรงงานไทยแข่งขันได้และกลับมาใช้กำลังการผลิตได้สูงขึ้น
  • เร่งเจรจาการค้าและ FTA ตามแผนของไทย เช่น FTA ไทย-อียู,FTA อาเซียน-แคนาดา, FTA ไทย -เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อในการส่งออกให้กับสินค้าไทย 
  • เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตสมัยใหม่ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Digital Technology และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ FDI ผ่านการส่งเสริมการใช้ Local Content และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต