
เปิดโปรไฟล์ 'เอกนิติ' รองนายกฯ และขุนคลัง สมัย 2 โจทย์หินฝ่าวิกฤตพลังงาน
เปิดประวัติ 'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' รองนายกฯ ควบรมว.คลัง แม่ทัพเศรษฐกิจสมัย 2 โจทย์หินฝ่าวิกฤตพลังงาน เดิมพัน 4 ปี เคลื่อนเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของรัฐบาล “อนุทิน 2“ ไม่เพียงสะท้อนภาพความต่อเนื่องทางการเมือง แต่ยังตอกย้ำความชัดเจนของ “ทีมเศรษฐกิจ” เมื่อเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงเป็นของ ”นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2
การรับตำแหน่งครั้งนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดันรอบด้าน” โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บทบาทของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสานต่อนโยบายเดิม แต่ต้องเร่งออกแบบมาตรการใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน
เส้นทาง 'นักเศรษฐศาสตร์สายตรง' สู่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
“เอกนิติ” ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เติบโตจากระบบราชการกระทรวงการคลังอย่างเป็นลำดับขั้น ด้วยพื้นฐานวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนต่อยอดองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศในสหรัฐอเมริกา
เส้นทางอาชีพครอบคลุมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญของกระทรวงการคลัง ทั้งในสายงานนโยบายและการบริหาร อาทิ โฆษกกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ไฮไลต์สำคัญคือการดำรงตำแหน่งอธิบดี “3 กรมหลัก” ของระบบการคลังไทย ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์เชิงลึกทั้งด้านรายได้รัฐ การจัดเก็บภาษี และการบริหารทรัพย์สินของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรสำคัญอย่างธนาคารโลก และกรอบความร่วมมือด้านภาษีของ OECD และ UNDP ซึ่งช่วยเสริมมุมมองเชิงนโยบายในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
จุดเปลี่ยนชีวิตราชการ สู่สนามนโยบายระดับชาติ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการตัดสินใจลาออกจากราชการ ทั้งที่เหลือเวลากว่า 6 ปีในเส้นทางราชการ และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
การก้าวเข้าสู่บทบาทนี้ ทำให้ “เอกนิติ” ต้องรับผิดชอบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาค ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ
'Quick Big Win' จุดสตาร์ทฟื้นเศรษฐกิจ
ผลงานในรัฐบาลสมัยแรก ถูกสะท้อนผ่านมาตรการ “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเร่งรัดการลงทุน
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์คือ ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวมากกว่า 2.5% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วยประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โจทย์ใหม่ 'พลังงาน–ค่าครองชีพ–วินัยการคลัง'
อย่างไรก็ตาม การดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 กลับมาพร้อมความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน
ขณะเดียวกัน เครื่องมือสำคัญอย่างนโยบายการคลัง ก็มีข้อจำกัดด้านวินัยการเงินการคลัง ทำให้การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้อง “เลือกใช้ให้แม่น” และ “ตรงจุด” มากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพในระยะยาว
เดิมพัน 4 ปี เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย
ภายใต้การบริหารประเทศ 4 ปี รัฐบาลอนุทิน 2 ทีมเศรษฐกิจเตรียมเดินหน้าตามกรอบนโยบาย “10 Plus” ที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งการดูแลผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุน SMEs การเร่งรัดการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล
รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานและระบบการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวนสูง บทบาทของ “เอกนิติ” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเติบโต แต่ยังหมายถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม
ภารกิจ 4 ปีจากนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่






