thansettakij
thansettakij
พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5% หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

31 มี.ค. 69 | 06:31 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 06:53 น.

หอการค้าเตือนส่งออกอาหารไทยปี 69 เสี่ยงหดตัวหนัก 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.พ.) มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% เจอศึกตะวันออกกลาง น้ำมันแพง ค่าเงินบาทแข็ง กดดีมานด์โลก หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

KEY

POINTS

  • การส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวลง 10.5% คิดเป็นมูลค่า 202,100 ล้านบาท
  • ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง อุปสงค์โลกที่อ่อนแอ เงินบาทแข็งค่า และนโยบายจำกัดการนำเข้าของประเทศคู่ค้า
  • มีการปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารทั้งปี 2569 ลงเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะหดตัว 7.3% จากปีก่อนหน้า

31 มีนาคม 2569 ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เปิดเผยว่า ท่ามกลางอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการระงับการนำเข้าอาหารหลักของอินโดนีเซีย

โดยคาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกอาหารไทยหดตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่จะเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป 

ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% มีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค 

โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด 

เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

 

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์การค้าอาหารไทยในปี 2568 พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยมีมูลค่า 1,510,066 ล้านบาท หดตัว 8.1% สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อคู่ค้าอ่อนตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศโดยตรง 

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เครื่องยนต์ใหม่” ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี 

ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.4 ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย 

ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี

 

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7% แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัวลงเฉลี่ย 0.7% และ 2.5% ตามลำดับ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของตลาด 

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมอาหารอนาคตจะมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน 11.5%, สหรัฐอเมริกา 11.3% และ CLMV 10.8% ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ 

 

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

โดยการส่งออกไปยังจีนหดตัวลง -11.6% อาเซียน -13.6%, CLMV -10.0%, ญี่ปุ่น -8.9%, ตะวันออกกลาง -16.7% และแอฟริกา -25.2%

ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป +5.2%, เอเชียใต้ +35.5%, สหราชอาณาจักร +1.7% และประชาคมรัฐเอกราช (CIS) +5.8% ได้แรงหนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่นำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน 

“ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกอาหารไทยมีการปรับโครงสร้างชัดเจน โดยไทยพึ่งพาตลาดในภูมิภาคและตลาดใหม่ๆ มากขึ้น สัดส่วนรวมสูงถึงร้อยละ 70 จากเดิมร้อยละ 48 โดยตลาดสำคัญคือจีนและอาเซียน ขณะที่การพึ่งพาตลาดเดิมในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ลดลงเหลือ 30% จากเดิม 52% สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการใช้โอกาสจากข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี (FTA) ของไทยในการขยายการส่งออก”

ด้านตำแหน่งของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก พบว่า มีทิศทางอ่อนตัวลงเล็กน้อย สวนทางกับภาพรวมการค้าอาหารโลก โดยในปี 2568 การค้าอาหารโลกมีมูลค่า 2,146 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.1% อาหารยังเป็นสินค้าจำเป็นที่มีความยืดหยุ่นสูง (Defensive Sector) ด้วยอัตราเติบโตระยะยาว (CAGR) 5–6% จนถึงปี 2577 ในปี 2568 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 15 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 2.14% ลดลงจากปีก่อน สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น 

 

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

สำหรับแนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.–มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4–5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า 

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี 

ทว่า หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา 

สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8% 

โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง ขยายตัวจากการกักตุนชั่วคราว ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากการกักตุนหยุดลง คาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น สำหรับตลาดอื่นๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV (-35.2%), อาเซียน (5) (-14.0%) และแอฟริกา (-15.2%) 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน

 

พิษสงคราม ทุบส่งออกอาหาร 2 เดือนปี 69 ติดลบ 10.5%  หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท