เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้หารือกับสมาคมต่าง ๆ รวมถึงสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว, สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, และสมาคมผู้นำเข้าและส่งออกระดับบัตรทอง (AEO)
เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง หลังจากที่ประกาศเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองเดิมสิ้นสุดอายุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568
นายพันธ์ทองกล่าวว่า การขาดการออกประกาศใหม่ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ทำให้เกิดข้อจำกัดทางกฎหมายในการดำเนินพิธีการศุลกากร ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการปล่อยสินค้าจากท่าเรือได้ ส่งผลให้สินค้ารอการดำเนินพิธีการอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังกว่า 60,000 ตัน
สถานการณ์นี้ทำให้ภาคเอกชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากค่าปรับล่าช้า (Demurrage) วันละ 1 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงกว่า 20 ล้านบาท และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย อาจมีสินค้ารอพิธีการเพิ่มขึ้นถึง 2-3 แสนตัน ซึ่งพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) ที่มีอยู่ไม่เหมาะสมสำหรับการเก็บสินค้าประเภทเกษตร
กรมศุลกากรได้เสนอแนวทางเบื้องต้นโดยให้ผู้ประกอบการถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ลงสู่เรือโป๊ะ เพื่อลอยลำรออยู่กลางทะเล พร้อมจัดให้มีการทำประกันภัยสินค้าตามระเบียบ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรควบคุมการขนถ่ายข้างลำและคุมเฝ้า การดำเนินการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 คาดว่าจะสามารถบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้นำเข้าได้
นายพันธ์ทองกล่าวว่า กรมศุลกากรไม่ได้มองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นและกำลังใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการให้มากที่สุด โดยการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบข้อกฎหมาย
คาดว่าการดำเนินการที่เสนอจะช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากความล่าช้าและปรับปรุงกระบวนการนำเข้าสินค้าทั่วไปให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น