thansettakij
thansettakij
ดร.ธนิต ชำแหละ 'น้ำมันแพง' แรงกระแทก 7 วิกฤตใหญ่ เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation

ดร.ธนิต ชำแหละ 'น้ำมันแพง' แรงกระแทก 7 วิกฤตใหญ่ เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation

27 มี.ค. 69 | 09:41 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 09:49 น.

ดร.ธนิต โสรัตน์ ชำแหละสถานการณ์ 'น้ำมันแพง' ต้นตอทำเกิด 7 วิกฤตใหญ่ ส่งผลกระทบคนไทยถ้วนหน้า หนักสุดเศรษฐกิจเสี่ยงชะลอตัวหนักนำไปสู่เศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation

KEY

POINTS

  • ดร.ธนิต โสรัตน์ ชี้ว่าการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลเป็นการผลักภาระให้ประชาชนเร็วเกินไป และเสนอให้รัฐพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การลดภาษีสรรพสามิต หรือใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน
  • ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ใน 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการขนส่ง, การผลิตภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม, รายได้ภาคครัวเรือน, ภาคการท่องเที่ยว และทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
  • ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันแพงอาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรุนแรง และมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งมีทั้งเงินเฟ้อสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B7 ในช่วงหนึ่งสัปดาห์จากราคา 29.94 บาท เป็นลิตรละ 38.94 บาท เพิ่มขึ้นลิตรละ 9 บาท ในความเห็นว่าเป็นการผลักภาระไปสู่ภาคเศรษฐกิจและครัวเรือนมากและเร็วเกินไป เพราะยังมีทางเลือกอื่น สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ในช่วงทรงตัวและมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลงในทุกตลาดเฉลี่ยร้อยละ 2.5 – 3.5

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น (ประเทศไทย) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 – 27 มี.ค.) ราคาแก๊สโซฮอล์ E10 ลดลงลิตรละ 5.607 บาท, แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลงลิตรละ 4.993 บาท และน้ำมันดีเซล B7 ราคาลดลงลิตรละ 1.818 บาท

สถานะล่าสุดกองทุนน้ำมันจากการแถลงของ​สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง​ ในส่วนที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนประมาณ 35,000 ล้านบาท ซึ่ง กบน. ในอดีตเคยใช้เงินอุดหนุนมากกว่า 1.38 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังสามารถลดภาษีสรรพสามิตปัจจุบันดีเซลเก็บอยู่ที่ลิตรละ 6.920 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 E10 เก็บอยู่ที่ลิตรละ 6.75 บาท และแก๊สโซฮอล์ E20 เก็บอยู่ที่ลิตรละ 6.0 บาท

ประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจคือค่าการกลั่น ค่าเฉลี่ยปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ลิตร 1.71 บาท ค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม/กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ลิตรละ 2.11 บาท แต่เดือนมีนาคม (1 – 26 มี.ค.) ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 6.3 บาท ส่วนหนึ่งควรเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เข้ามาเสริมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

​ผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงานระดับโลกจะส่งต่อไปสู่สภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) เป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจและครัวเรือน ดังนี้

1. ผลกระทบต้นทุนขนส่ง น้ำมันดีเซล การปรับราคาทุก 1 บาทมีผลต่อต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.5 – 1.7 ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นรวมกัน 9 บาทมีผลทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และจะกระทบส่งต่อไปในราคาสินค้าเฉลี่ยที่ร้อยละ 10 หรือสูงกว่าซึ่งสินค้าสำเร็จรูปมาถึงผู้บริโภคอย่างน้อยต้องผ่านโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำมากกว่า 3 อุตสาหกรรมแต่ละทอดมีโซ่อุปทานอย่างน้อย 3 อุตสาหกรรม ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะส่งต่อแบบทวีคูณ (Multiplier) ไปสู่ผู้บริโภค 

2. กระทบการขนส่งระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งดีเซลและน้ำมันเตา (Bunker Oil) เป็นพลังงานที่ใช้ในการขนส่งระหว่างประเทศโดยเฉพาะการขนส่งทางทะเล ช่วงสงครามอิหร่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออกผ่านทะเลแดงเพื่อผ่านคลองซูเอซไปยุโรปและสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงทำให้เส้นทางเดินเรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพิ่มระยะทางและเวลากว่าสองเท่า 

ราคาค่าระวางเรือหรือ “Freight Charge” เส้นทางยุโรปปรับขึ้นร้อยละ 39.5 เส้นทางอเมริกาฝั่งตะวันออกปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.5 และเส้นทางอเมริกาฝั่งตะวันตกปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 เส้นทางโซนเอเชียปรับเพิ่มค่าน้ำมัน 70 USD ต่อตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟิต ค่าขนส่งระหว่างประเทศจะส่งต่อราคาไปสู่วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมและเป็นตัวทวีคูณไปสู่ราคาสินค้าคู่ขนานกับค่าขนส่งในประเทศที่เพิ่มขึ้น

3. กระทบภาคครัวเรือน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาเบนซินทั้งแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ก่อนสงครามอิหร่านลิตรละ 30.55 บาท ปัจจุบันลิตรละ 41.05 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.36 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ก่อนเกิดวิกฤตราคาลิตรละ 28.34 บาท ปัจจุบันลิตรละ 36.05 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.2 ขณะที่น้ำมันดีเซลราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 น้ำมันดังกล่าวเป็นพลังงานที่ใช้ในการเดินทางและสัญจรของประชาชนทำให้รายได้สุทธิหรือ Net Income ลดลง

4. กระทบต้นทุนการผลิต พลังงานโดยเฉพาะปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ (LNG) เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมิคอลเกี่ยวข้องทั้งพลาสติก ยางสังเคราะห์ โพลิเอสเตอร์ กาวและอื่นๆ สินค้าเหล่านี้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท ภาคเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับปุ๋ยและสารเคมีอื่นๆ 

นอกจากนี้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงในภาคเกษตรทั้งเครื่องสูบน้ำ รถไถนาและเครื่องมือการเกษตรต่างๆ ภาคการประมงน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำคัญทั้งประมงในแม่น้ำ-ชายฝั่งและทะเลรวมถึงการเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งต้องใช้น้ำมันดีเซลในการปั่นกระแสไฟฟ้าและอื่นๆ ภาระต้นทุนเหล่านี้จะส่งต่อไปยังผู้บริโภค

5. กระทบภาคการท่องเที่ยว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกินขีดจำกัดส่งผลโดยตรงไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ข้อมูลจากโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต พังงาและพัทยา ตัวเลขลดลงมากกว่าปกติถึงร้อยละ 10 – 20 สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะเส้นทางไกล (Long-Haul) ลดลงอย่างมากซึ่งจะกระทบต่อตัวเลขการท่องเที่ยวในปีนี้

6. เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 12 กอปรกับการส่งต่อต้นทุนขนส่งทั้งในประเทศและการขนส่งระหว่างประเทศรวมถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในช่วง 1 สัปดาห์ราคาเพิ่มขึ้นลิตรละ 9 บาท จะกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่ราคาสินค้ามีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2569 หากสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ยังยืดเยื้ออาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปร้อยละ 3.5 - 4.5 

7. เศรษฐกิจชะลอตัวนำไปสู่เศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) การบริโภคเอกชนลดลงเป็นผลจากการส่งต่อของต้นทุนในโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำมีผลต่อราคาสินค้าในรูปของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้คงที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง การปรับราคาน้ำมันลอยตัวอาจทำให้การบริโภคปี พ.ศ. 2569 หดตัวกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การลดกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ค้าส่ง-ค้าปลีกและร้านค้า-ร้านอาหาร

ข้อมูลจากสถาบันการเงินระบุว่าสินเชื่อในระบบอาจหดตัวร้อยละ 3.7 – 4.0 สภาพคล่องทางการเงินทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนจะอ่อนแอ ภาวะหนี้เสียหรือ NPL จะสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกยังเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วง 2 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2569 ขยายตัวได้ร้อยละ 16.96 ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.4 หากถึงขั้นเลวร้ายอาจขยายตัวร้อยละ 0.8 – 1.1