thansettakij
thansettakij
ดีเซลพุ่ง 6 บาทพ่นพิษ ‘ภาคขนส่ง’ อ่วมต้นทุนดีด 20% เรือแสนแสบ-เรือด่วน นำร่องขึ้นค่าตั๋ว

ดีเซลพุ่ง 6 บาทพ่นพิษ ‘ภาคขนส่ง’ อ่วมต้นทุนดีด 20% เรือแสนแสบ-เรือด่วน นำร่องขึ้นค่าตั๋ว

27 มี.ค. 69 | 01:13 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 01:13 น.

วิกฤตพลังงานลามหนัก หลังภาครัฐปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ทำต้นทุนภาคขนส่งพุ่งพรวด 20% สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ นัดถกค่าขนส่งใหม่พรุ่งนี้ ขณะที่เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา อั้นไม่ไหว ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท ฟากคมนาคม กางแผนเยียวยา 4 กลุ่มภาคขนส่ง

KEY

POINTS

  • การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนภาคการขนส่งทางบกพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 20%
  • ผู้ประกอบการรถบรรทุกเตรียมประชุมเพื่อพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบและเรือด่วนเจ้าพระยาเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท เพื่อรับมือกับราคาน้ำมัน

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร จากโครงสร้างเดิมที่พยายามตรึงไว้ไม่ให้เกิน 30-33 บาท ถือเป็น ‘ช็อกเวฟ’ ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะ ‘น้ำมันดีเซล’ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ ของระบบโลจิสติกส์ไทย

ที่ผ่านมาภาครัฐใช้กลไกเงินอุดหนุน (Subsidy) มหาศาล อีกทั้งการที่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบสะสมจนเต็มเพดานเงินกู้ ทำให้รัฐจำเป็นต้องลดสัดส่วนการอุ้มราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

นอกจากนี้ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกผันผวนและทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นแต่เพดานการคลังต่ำลง การปรับราคาขายปลีกจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
 

ขณะที่ผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนภาคขนส่ง (Supply Chain Impact) ของน้ำมันดีเซลไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่มันคือ ‘ต้นทุนแฝง’ ในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันจุดตายของรถบรรทุกเกือบ 1 ล้านคัน ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก เมื่อราคาขึ้น 6 บาท ต้นทุนค่าขนส่งจะดีดตัวขึ้นทันที 

ดันต้นทุนขนส่งพุ่ง 20%

จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45-50% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด โดยหลักเกณฑ์ปกติหากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3% 

ดังนั้นการปรับขึ้น 6 บาทในครั้งนี้ จึงทำให้ต้นทุนภาคขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 18-20% ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักเกินกว่าผู้ประกอบการจะแบกรับไว้ได้อีกต่อไป โดยในวันที่ 27 มีนาคม 2569 
 

นัดถกขึ้นค่าขนส่ง

ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ทางสหพันธ์ฯ จะจัดประชุมสมาชิกเพื่อพิจารณาการปรับขึ้นค่าขนส่งให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง หากพิจารณาจากราคาที่ไม่มีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ พบว่าราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะพุ่งสูงถึงกว่า 66 บาทต่อลิตร

นายทองอยู่ ยังมองว่า การส่งเสริมให้น้ำมัน B20 มาทดแทนนั้นอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเทคนิคที่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์รุ่นใหม่มาตรฐานยูโร 5 (Euro 5) และต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มที่นำมาผสมยังมีราคาสูง ‘ของแพงผสมของแพง’ จึงไม่ช่วยลดต้นทุนได้จริง

เปิดสถิติรถสาธารณะ ใช้ดีเซลพุ่ง

ไม่เพียงเท่านั้นจากวิกฤตดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลสถิติจำนวนรถขนส่งสาธารณะที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม ‘รถบรรทุก’ ที่มีจำนวนรถถึง 985,418 คัน จากผู้ประกอบการ 367,094 ราย พบว่า มีการใช้น้ำมันดีเซลสูงถึง 961,543 คัน คิดเป็น 97.6% น้ำมันเบนซิน จำนวน 21,163 คัน คิดเป็น 2.2% อื่นๆ จำนวน 2,712 คัน คิดเป็น 0.2%

ขณะที่กลุ่ม ‘รถโดยสารสาธารณะ’ จำนวน 82,542 คัน จากผู้ประกอบการ 28,212 ราย โดยมีสัดส่วนการใช้ดีเซลอยู่ที่ 83% จำนวน 68,555 คัน คิดเป็น 83% น้ำมันเบนซิน จำนวน 633 คัน คิดเป็น 0.8% อื่นๆ จำนวน 13,354 คัน คิดเป็น 16.2%

ด้านรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 114,667 คัน คิดเป็น 99.8% ใช้น้ำมันเบนซิน เป็นเชื้อเพลิงหลัก จำนวน 114,526 คัน คิดเป็น 99.80% ไฟฟ้า จำนวน 141 คัน คิดเป็น 0.2% 

ส่วนรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 80,804 คัน พบว่า โดยมีสัดส่วนการใช้ดีเซล จำนวน 1,289 คัน คิดเป็น 1.6% น้ำมันเบนซิน จำนวน 3,916 คัน คิดเป็น 4.84% ก๊าซ CNG และ LPG จำนวน 64,759 คัน คิดเป็น 80.14% ไฟฟ้า จำนวน 10,838 คัน คิดเป็น 13.41% อื่นๆ จำนวน 2 คัน คิดเป็น 0.002% แม้จะมีสัดส่วนการใช้ดีเซลน้อยกว่า แต่ก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันภาพรวมที่ผันผวน

‘เรือแสนแสบ-เรือด่วน’ อั้นไม่ไหว

ไม่ใช่แค่ภาคขนส่งทางบกเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ระบบขนส่งทางน้ำอย่าง เรือโดยสารเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบไวที่สุด (Real-time impact) เพราะมีระยะทางวิ่งชัดเจนและกำไรต่อหัวต่ำ การปรับขึ้นค่าตั๋ว 2 บาทของเรือแสนแสบและเรือด่วนเจ้าพระยา เป็นเพียงการประคองตัวในเบื้องต้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดีจากความกดดันด้านต้นทุนของภาครัฐที่ปรับราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 6 บาทต่อลิตร อย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้ให้บริการเรือโดยสารประกาศปรับขึ้นค่าตั๋วทันที โดยนายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือคลองแสนแสบ ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซล B7 ที่พุ่งแตะ 38.94 บาทต่อลิตร กระทบต่อต้นทุนการเดินเรืออย่างรุนแรง 

ทั้งนี้จึงจำเป็นต้องปรับอัตราค่าโดยสารใหม่เพิ่มขึ้น 2 บาทต่อช่วงระยะทาง จากเดิม 11-21 บาท เป็น 13-23 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 6 เมษายน หากราคาน้ำมันยังคงสูงเกินกว่า 35 บาทต่อลิตร อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาทตามเกณฑ์ 

เช่นเดียวกับนาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ที่ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีก 2 บาท

สำหรับเรือธงส้มปรับเป็น 18 บาทตลอดสาย เรือธงเหลือง 23 บาทตลอดสาย และเรือธงเขียวเหลืองปรับขึ้นตามระยะทางสูงสุดที่ 35 บาท เนื่องจากไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้

ผุดมาตรการเยียวยา 4 กลุ่มภาคขนส่ง

ด้านการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เพื่อให้ถึงมือผู้ให้บริการขนส่ง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถบรรทุก, รถโดยสารขนาดใหญ่, รถโดยสารขนาดเล็ก และวินมอเตอร์ไซค์ 

สำหรับในกลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ เบื้องต้นกรมการขนส่งทางบกจะใช้ระบบ GPS ในการติดตามพิกัดและการใช้งานจริงของรถแต่ละคัน โดยนำข้อมูลการใช้งานจริงนี้มาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินสนับสนุน โดยรูปแบบการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือพร้อมเพย์ (PromptPay) ให้แก่ผู้ประกอบการโดยตรงตามปริมาณการใช้จริง

ขณะที่กลุ่มรถโดยสารขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น มีความจำเป็นต้องให้ผู้ขับขี่ลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อเข้าสู่ระบบการติดตาม (Tracking) ให้ทราบถึงการใช้งานจริงก่อนที่จะดำเนินการให้เงินอุดหนุนผ่านระบบในลำดับถัดไป เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณสนับสนุนถึงมือผู้ที่ให้บริการจริง

ส่วนกลุ่มรถเล็กและวินมอเตอร์ไซค์จะต้องลงทะเบียนผ่านกรมการขนส่งทางบกเพื่อเข้าสู่ระบบ Tracking ซึ่งกระทรวงการคลังจะโอนเงินชดเชยผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ให้แก่ผู้ประกอบการโดยตรงตามปริมาณการใช้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่สหพันธ์การขนส่งฯ เห็นด้วยเพราะมีความโปร่งใสคล้ายโครงการคนละครึ่ง

นอกจากนี้เพื่อรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ ครม. ขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงาน จัดตั้งสถานีน้ำมันพิเศษ สำหรับรถโดยสารสาธารณะทุกจังหวัด เพื่อแยกจุดเติมน้ำมันออกจากรถยนต์ส่วนบุคคล ป้องกันการกระทบกระทั่งในการรอคิวและสร้างความมั่นใจว่าระบบขนส่งสาธารณะจะมีน้ำมันเพียงพอให้บริการประชาชนตลอดช่วงเทศกาล

สิ่งงที่น่าจับตา คือ การปรับขึ้นดีเซล 6 บาทครั้งนี้ ถือเป็นการยอมเจ็บแต่จบในเชิงงบประมาณภาครัฐ แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ภาวะข้าวยากหมากแพง’ รอบใหม่ หากมาตรการเยียวยาของภาครัฐแบบพุ่งเป้า ผ่านพร้อมเพย์ล่าช้าหรือไม่ครอบคลุม อาจเห็นการหยุดวิ่งของรถขนส่งหรือการประท้วงปิดถนน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้านต้นทุนในเร็วๆ นี้