
น้ำมันราคาพุ่ง 6 บาท ฉุดเศรษฐกิจไทย เช็คผลกระทบทุกแง่มุม ทุบค่าครองชีพ
เช็คผลกระทบทุกแง่มุม กระทบกับค่าครองชีพคนไทย ภายหลังราคาน้ำมันปรับพุ่งทะยานขึ้นครั้งเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร สูงสุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับขึ้นพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกผันผวน
- ผลกระทบทำให้ต้นทุนภาคการเกษตรและการขนส่งทางบกพุ่งสูงขึ้นทันที 18-20% ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ เช่น ไข่ไก่ สีทาบ้าน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะได้รับผลกระทบ โดยเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท
- ภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ประชาชนทั่วประเทศได้เผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกกลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ปรับพุ่งทะยานขึ้นครั้งเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ มีราคาแตะระดับ 38.94 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนวิกฤตเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เฉียด 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นผลพวงโดยตรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบสำคัญของโลก เมื่อสงครามยังไม่มีท่าทีจะดับ ตลาดพลังงานโลกก็ตอบสนองด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงตามแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านอุปทาน และแรงกระแทกนั้นก็ส่งแรงมาถึงปั๊มน้ำมันทุกแห่งในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ทำให้การปรับขึ้นครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ ราคาและความเร็ว ในภาวะปกติราคาน้ำมันมักปรับขึ้นทีละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท ช้าพอที่ผู้ประกอบการและประชาชนจะปรับตัวรับมือได้ แต่การกระโดดขึ้นถึง 6 บาทในคราวเดียว นั่นไม่ใช่การปรับตัว นั่นคือการสั่นสะเทือน ที่ทะลุทะลวงทุกระดับของห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย
ตั้งแต่ไร่นาในชนบทจนถึงท้องถนนในเมืองหลวง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคปลายทาง และตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าจนถึงเรือโดยสารในแม่น้ำลำคลอง ทุกคนต่างรับภาระนี้ร่วมกัน
ชาวนาเดือดร้อนหนัก ต้นทุนพุ่ง รัฐยังนิ่ง
กลุ่มแรกที่รับแรงกระแทกหนักที่สุดคือ เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า การปรับขึ้นน้ำมันในครั้งนี้ถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ผิดปกติอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่มักปรับขึ้นเพียง 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตรเท่านั้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นโถมทับเกษตรกรโดยตรงทั้งในแง่ค่าน้ำมันที่ใช้ในเครื่องจักร การสูบน้ำ และการขนส่งผลผลิต
สัญญาณความทุกข์จากพื้นที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกษตรกรจากจังหวัดเชียงรายและอีกหลายจังหวัดโทรศัพท์สะท้อนความเดือดร้อน บางรายถึงขั้นแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหวแล้ว ความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้นไปอีก เมื่อพบว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่ายตั้งแต่ช่วงเช้า ราวหกถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เกษตรกรต้องออกไปทำงาน ความขาดแคลนที่ซ้ำเติมความแพงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเป็นทวีคูณ
นายกสมาคมชาวนาฯ ยืนยันว่าได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด สมาคมชาวนาฯ ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยตรง หากปราศจากนโยบายหรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่พุ่งสูงอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ไข่ไก่สั่นคลอน วางแผนธุรกิจไม่ได้
เช่นเดียวกับ นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย บรรยายภาพที่เกิดขึ้นว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อธุรกิจขนส่งไข่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ประกอบการทุกระดับต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าตัวเลขต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คือ ความไม่แน่นอน ที่ทำให้การวางแผนธุรกิจในระยะยาวแทบเป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่มีใครคาดเดาได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกเมื่อใดและมากน้อยเพียงใด แม้ที่ผ่านมาการปรับขึ้นราคาสินค้าอาจยังไม่กระทบการบริโภคอย่างชัดเจน แต่ต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นในครั้งนี้กลับทำให้การค้าขายยากลำบากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฝั่งผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะการอุดหนุนต้นทุนน้ำมัน แม้จะมีแนวคิดเรื่องการใช้คูปองช่วยเหลือ แต่ยังมีความกังวลเรื่องความซับซ้อนในการดำเนินการ เนื่องจากธุรกิจขนส่งไข่ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งแบบส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในระบบขนส่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ จึงทำให้การเข้าถึงมาตรการของรัฐเป็นไปได้ยาก
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการรวมรอบการจัดส่งสินค้าในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดจำนวนเที่ยววิ่ง อย่างไรก็ตาม การรวมสินค้ามากกว่า 20,000 ฟองต่อเที่ยวอาจติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายของกรมปศุสัตว์ที่ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วน
บางรายจึงหันมาปรับกลยุทธ์ด้านราคา อาทิ การให้ส่วนลดกรณีลูกค้ามารับสินค้าเอง หรือการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มตามระยะทาง เพื่อชดเชยต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาผ่อนปรนขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสินค้าในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้า
เรือด่วนเจ้าพระยา–เรือคลองแสนแสบ ขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท
ผลกระทบมิได้หยุดอยู่แค่ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แต่ยังลามมาถึงการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครโดยตรง เมื่อทั้งเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบ ต่างประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท มีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ชี้แจงว่าราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 38.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ และแม้ที่ผ่านมาบริษัทได้ชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เพราะคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการเป็นหลัก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบังคับให้ต้องตัดสินใจในครั้งนี้
"จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ทางบริษัทจำต้องปรับค่าโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลง บริษัทฯ จะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป" นาวาตรีเจริญพรกล่าว
สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่ของเรือด่วนเจ้าพระยา เส้นทางนนทบุรี–วัดราชสิงขร (เรือธงส้ม) ปรับจาก 16 บาทเป็น 18 บาท ตลอดสาย, เส้นทางนนทบุรี–สาทร (เรือธงเหลือง และเรือธงเขียว-เหลือง) ปรับจาก 21 บาทเป็น 23 บาท, เส้นทางปากเกร็ด–นนทบุรี (เรือธงเขียว-เหลือง) ปรับจาก 14 บาทเป็น 16 บาท, เส้นทางปากเกร็ด–สาทร ปรับจาก 33 บาทเป็น 35 บาท และเรือธงแดงปรับอากาศ เส้นทางนนทบุรี–สาทร ปรับจาก 30 บาทเป็น 32 บาท
ด้านเรือคลองแสนแสบ นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด กล่าวว่าได้ออกประกาศปรับอัตราค่าโดยสารใหม่จาก 11–21 บาท เป็น 13–23 บาท ตามระยะทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวอยู่ได้ในสภาวะต้นทุนพลังงานวิกฤต
"น้ำมันขึ้น ต้นทุนค่าโดยสารต้องขึ้นด้วย เราให้บริการเดินเรือมา 40 ปีแล้ว ไม่เคยเจอน้ำมันกระโดดขึ้นขนาดนี้ ยอมรับว่าน่าจะเป็นระยะหนึ่งเท่านั้น"
อย่างไรก็ดี นายเชาวลิตยังเปิดเผยว่าการปรับขึ้น 2 บาทในครั้งนี้อาจยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เนื่องจากราคาดีเซล ณ วันที่ 26 มีนาคม อยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ใช้คำนวณปรับราคารอบนี้ บริษัทจะทำการพิจารณาสถานการณ์และต้นทุนที่แท้จริงอีกครั้งภายในวันที่ 6 เมษายน 2569 ว่าจะต้องมีการปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
โดยหากราคาน้ำมันขยับไปอยู่ในช่วง 35.01–37.00 บาท หรือสูงกว่านั้น ค่าโดยสารจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาทตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารประจำอาจต้องเตรียมรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้
จ่อขึ้นค่าขนส่ง แบกต้นทุนทะลัก 20%
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังภาครัฐปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลถึง 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ภาคขนส่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สหพันธ์ฯ จึงเตรียมจัดประชุมสมาชิกในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นค่าขนส่งให้สะท้อนต้นทุนจริงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป
ปัจจุบันต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 45-50% ของต้นทุนขนส่งทั้งหมด ซึ่งตามหลักเกณฑ์หากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ดังนั้นการปรับขึ้นราคา 6 บาทในครั้งนี้ จึงทำให้ต้นทุนภาคขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 18-20% ทั้งนี้หากพิจารณาจากเงินที่กองทุนน้ำมันช่วยอุดหนุน จะพบว่าราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงพุ่งสูงถึงกว่า 66 บาทต่อลิตรแล้ว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือ สหพันธ์ฯ เห็นด้วยกับแนวทางโอนเงินชดเชยเข้าบัญชีพร้อมเพย์ให้ผู้ประกอบการโดยตรงเพราะมีความโปร่งใส ส่วนประเด็นการส่งเสริมให้ใช้ต้นทุนน้ำมัน B20 มองว่าไม่จูงใจและไม่สามารถช่วยลดต้นทุนได้จริง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเทคนิคของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถบรรทุกรุ่นใหม่มาตรฐานยูโร 5 ไม่สามารถใช้งานได้เพราะส่งผลกระทบต่อระบบสันดาปภายใน จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งนี้
หอการค้าไทยชง 3 มาตรการเร่งด่วน ดูแลพลังงาน
ด้านหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความกังวลอย่างเป็นทางการต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานทั้งในตลาดโลกและภายในประเทศ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุอย่างชัดเจนว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในภาคการผลิต ภาคท่องเที่ยว และภาคการส่งออก
หอการค้าไทยได้เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด แม้อาจจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมียมที่สูงกว่าราคาตลาดโลกก็ตาม
สำหรับแนวทางแก้ไขระยะสั้นและระยะต่อไป หอการค้าไทยได้เสนอ 3 มาตรการสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
มาตรการแรก ด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้มีการสื่อสารต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาทนั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มอีกหลายด้าน ทั้งราคาพรีเมียม ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย และขอความร่วมมือจากโรงกลั่นไม่ให้ปรับค่าการกลั่นสูงขึ้นไปมากกว่านี้ หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น
มาตรการที่สอง ด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน
มาตรการที่สาม ด้านการกำกับดูแลการกระจายน้ำมัน หอการค้าไทยเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง GPS ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว
'ตลาดสีทาบ้าน'ขยับยกแผง 10-30%
นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสงนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ยอมรับว่า ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์กระทบหนัก โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง มีผลต่อการปรับขึ้นของวัสดุก่อสร้างทุกประเภท โดยเฉพาะสี ที่ใช้น้ำมันในการผลิต จึงไม่แปลกใจที่ตลาดสีจะปรับค่อนข้างมากถึง 30 %
อย่างไรก็ตาม ซึ่งทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่ม ซึ่งจะต้องบวกเข้าไปในโครงการและผู้ประกอบการจะผลักภาระให้กับผู้บริโภคอีกทีกรณีโครงการใหม่ แต่ปัจจุบัน ผู้รับเหมาก็ได้รับผลกระทบ จากปริมาณงานค่อนข้างน้อย เพราะผู้ประกอบการชะลอโครงการออกไป เช่นเดียวกับผู้รับเหมาหากต้องแบกต้นทุนที่สูง ต่างก็เลือกที่จะไม่เซ็นสัญญาภาครัฐ รอให้สถานการณ์นิ่งก่อนเพราะได้ไม่คุ้มเสียที่รับเหมาจะแบกต้นทุนฝ่าวิกฤตพลังงาน
รายงานข่าวจากแวดวงตลาดสีทาโครงการระบุว่า แม้ที่ผ่านมาหลายค่ายจะตรึงราคาสีสำหรับโครงการก่อสร้าง เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้กับภาคเอกชน โดยยืนยันว่าจะพยายามรักษาระดับราคาให้นานที่สุดแต่เมื่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับขึ้นสินค้าย่อมปรับขึ้นเป็นเงาตามตัว
คอเบียร์ซึมจ่อขึ้นราคา เริ่มขาดตลาด
แหล่งข่าวจากร้านค้าปลีกรายใหญ่ย่านมีนบุรีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากตัวแทนจำหน่ายและยี่ปั๊วถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าหลายประเภท โดยกำชับให้ร้านค้าตรวจสอบราคาก่อนสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันพบว่าถุงพลาสติกได้ปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 18 บาทต่อกิโลกรัม และอาจขาดแคลนจนราคาสูงขึ้นอีกในเดือนเมษายนเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต
เช่นเดียวกับกลุ่มน้ำดื่มขนาด 1,500 มล. ที่ปรับราคาขายส่งจากเดิมแพ็คละ 22.50 บาท ขึ้นเป็น 25 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับตัวขึ้นเป็นแพ็คละ 30 บาท
สำหรับตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตัวแทนจำหน่ายแจ้งว่าเบียร์ช้างทุกขนาดจะปรับขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้ร้านค้าเร่งสั่งซื้อก่อนวันที่ 25 มีนาคมเนื่องจากสินค้าอาจไม่เพียงพอ ซึ่งคาดการณ์ว่าหากราคาขายส่งเบียร์ช้างขวดใหญ่ปรับจากลังละ 633 บาท ขึ้นไปแตะระดับ 650-660 บาท จะทำให้ราคาขายปลีกหน้าร้านขยับจากขวดละ 55 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ 58-60 บาททันที
ขณะที่เบียร์สิงห์และเบียร์ลีโอนั้นแม้จะยังไม่มีการประกาศปรับราคาอย่างเป็นทางการ แต่เริ่มพบสัญญาณความผิดปกติจากการที่เอเยนต์จำกัดปริมาณการซื้อเหลือเพียงครึ่งเดียวของยอดสั่งซื้อเดิมเพื่อให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่บ่งชี้ว่าการสั่งซื้อในรอบถัดไปอาจมีการปรับขึ้นราคาตามมา






