
บทเรียนราคาแพง ตรึงดีเซลราคาถูก ใช้พุ่งเฉียด 2 พันล้านลิตร กองทุนแบกหนี้บาน
รัฐตรึงราคาดีเซลต่ำกว่าต้นทุน 24 วัน ดันยอดใช้พุ่งเฉียด 2 พันล้านลิตร กองทุนน้ำมันแบกภาระเพิ่มกว่า 7,000 ล้านบาท สะท้อนบทเรียนซ้ำรอยนโยบายอุดหนุนพลังงานไทย
KEY
POINTS
- นโยบายตรึงราคาดีเซลสวนทางกับราคาตลาดโลกที่พุ่งสูง ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องอุดหนุนราคามากกว่า 26 บาทต่อลิตร
- ราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงส่งผลให้ปริมาณการใช้ดีเซลในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงผิดปกติเกือบ 2,000 ล้านลิตร ซึ่งคาดว่ามาจากการเร่งซื้อและกักตุน
- การอุดหนุนราคาและปริมาณการใช้ที่พุ่งสูง ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีเงินไหลออกรายวันมหาศาล
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยเฉพาะจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของไทย ได้พุ่งจาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 17 มีนาคม ไปแตะ 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 23 มีนาคม ภายในเวลาเพียง 6 วัน หรือปรับตัวขึ้นกว่า 22 เปอร์เซ็นต์
แต่ผู้ขับรถบรรทุกในไทย คนขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ หรือเกษตรกรในต่างจังหวัด แทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำหน้าที่เป็น "กันชน" ดูดซับราคาต้นทุนที่แท้จริงไว้ทั้งหมด
ราคาที่ผู้บริโภคจ่าย กับราคาที่ตลาดโลกซื้อขาย ห่างกันมากกว่า 26 บาทต่อลิตรในช่วงวันที่ 24 มีนาคม 2569 นั่นหมายความว่าทุกลิตรที่คนไทยเติมน้ำมันดีเซล กองทุนน้ำมันต้องควักเงินอุดหนุนถึง 26.99 บาทต่อลิตร
จากข้อมูลที่ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รับจากกระทรวงพลังงาน พบว่า ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 วันที่ 4 มีนาคม คือวันที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะในวันนั้น ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศไทยพุ่งทะลุ 116.62 ล้านลิตรในวันเดียว สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 70.44 ล้านลิตรต่อวันถึงเกือบ 66 เปอร์เซ็นต์ และยังพุ่งเกินค่าเฉลี่ยรวมทั้งเดือนมีนาคม (วันที่ 1–24) ที่ 81.63 ล้านลิตรต่อวันอย่างมีนัยสำคัญ
กางตัวเลขดีเซลพุ่ง ความต้องการจริง หรือ การกักตุน
หากนำค่าเฉลี่ยปกติเดือนกุมภาพันธ์ (70.44 ล้านลิตรต่อวัน) มาเป็นฐาน พบว่าปริมาณดีเซลที่ใช้จริง 24 วันปกติรวมประมาณ 1,691 ล้านลิตร แต่วันที่ 1-24 มีนาคม กลับมีการใช้รวมประมาณ 1,959 ล้านลิตร สูงกว่าภาวะปกติประมาณ 268 ล้านลิตร หรือคิดเป็นประมาณ 15.9% ของปริมาณที่ควรเป็น เมื่อคำนวณต้นทุนอุดหนุนจากส่วนเกินนี้ที่อัตรา 26.99 บาทต่อลิตร (อัตราวันที่ 24 มีนาคม) ส่วนเกินที่เกิดขึ้นทั้ง 24 วันนั้นทำให้กองทุนแบกภาระเพิ่มขึ้นกว่า 7,230 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสถานการณ์หากปริมาณการใช้คงอยู่ในระดับปกติ
เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดข้อมูลปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มน้ำเบนซินและแก๊สโซฮอล์มีความผันผวนปานกลาง ค่าเฉลี่ยทั้งเดือน (วันที่ 1–24มี.ค.) อยู่ที่ 35.10 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 34.50 ล้านลิตรเพียงเล็กน้อย
แต่กลุ่มน้ำมันดีเซลหมุนเร็วคือเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยค่าเฉลี่ยการใช้ดีเซลหมุนเร็วรายวันในเดือนมีนาคม (วันที่ 1–24) อยู่ที่ 81.63 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าฐานปกติในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 70.44 ล้านลิตรต่อวันถึง 15.9 % และเมื่อดูรายวัน จะพบว่ามีวันที่ยอดใช้พุ่งผิดปกติอย่างชัดเจนหลายวันด้วยกัน โดยเฉพาะวันที่ 4 มีนาคม (116.62 ล้านลิตร) และวันที่ 5 มีนาคม (106.99 ล้านลิตร) ซึ่งตามมาติดๆ กัน ก่อนที่ยอดจะค่อยๆ ลดลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติตลอดทั้งเดือน
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบที่เห็นนี้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคปกติ ที่มักจะมีความสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง การพุ่งขึ้นสูงมากในช่วงต้นเดือน ก่อนที่จะค่อยๆ ลดลงมาแต่ยังสูงกว่าปกติ ชวนให้นึกถึงพฤติกรรม "เร่งเติมก่อนราคาขึ้น" หรือในกรณีที่รุนแรงกว่านั้น คือการ "กักตุนเพื่อเก็งกำไร"
กองทุนน้ำมันเบกภาระอ่วมทะลุ 3.5 หมื่นล้าน
ขณะที่คนไทยเติมน้ำมันในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมีเงินไหลออกทุกวัน ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าฐานะกองทุนน้ำมันติดลบแล้ว 28,109 ล้านบาท โดยส่วนน้ำมันยังเป็นบวก 9,302 ล้านบาท แต่ส่วน LPG ติดลบหนักถึง 37,411 ล้านบาท และในเวลาไม่กี่วันต่อมา กบน. ประเมินว่าตัวเลขนี้อาจพุ่งทะลุ 35,000 ล้านบาทในแดนลบแล้ว
แต่ตัวเลขที่น่าตกใจกว่านั้นคืออัตราการไหลออกของเงินกองทุนในแต่ละวัน เมื่อดีเซลได้รับการอุดหนุน 26.99 บาทต่อลิตร และมีการขายดีเซลหมุนเร็วเฉลี่ยวันละ 81 ล้านลิตร เงินที่ต้องควักออกจากกองทุนเฉพาะส่วนดีเซลในแต่ละวันจึงมีมูลค่าสูงมหาศาล เมื่อรวมกับการอุดหนุนแก๊สโซฮอล์และ LPG ตัวเลขรวมทั้งระบบพุ่งไปถึงประมาณ 2,592 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 80,000 ล้านบาทต่อเดือน
หากรัฐบาลไม่ตัดสินใจอะไรเลย ภายในสิ้นเดือนเมษายน กองทุนน้ำมันอาจติดลบเพิ่มขึ้นอีกกว่า 80,000 ล้านบาทจากระดับปัจจุบัน
วันที่ 26 มีนาคม จุดพลิกผัน
เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. ราคาน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทยปรับขึ้นพร้อมกัน
กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันพรีเมียมทุกชนิดปรับขึ้น 8 บาทต่อลิตร ตามมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)
การปรับราคาครั้งนี้ทำให้อัตราการอุดหนุนดีเซลลดลงจาก 26.99 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 19.12 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับการอุดหนุนลดลงจาก 9.73 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 3.26 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลงจาก 12.85 มาอยู่ที่ 5.94 บาทต่อลิตร ที่น่าสังเกตคือแก๊สโซฮอล์ E85 ซึ่งเคยได้รับการอุดหนุน 4.28 บาทต่อลิตร กลับต้องเก็บเงินเข้ากองทุนแทนที่ 2.29 บาทต่อลิตร
การปรับขึ้นราคาครั้งนี้แม้จะเจ็บปวดสำหรับผู้บริโภค แต่ก็ยังถือว่า "ยังไม่ถึงต้นทุนจริง" เพราะกองทุนยังต้องอุดหนุนดีเซลอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร และนั่นคือปัญหาที่ยังค้างคาอยู่
ตรึงราคาน้ำมันวงจรที่วนซ้ำมา 20 ปี
เพื่อให้เห็นภาพว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จำเป็นต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ที่หนักหน่วงของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทย
ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2547–2548 การตรึงราคาน้ำมันเพื่อรับมือกับสงครามอิรักทำให้กองทุนต้องกู้เงินถึง 71,000 ล้านบาท รวมกับเงินอุดหนุนที่จ่ายออกไป ยอดรวมขึ้นไปถึง 92,070 ล้านบาท ก่อนที่จะต้องยอมลอยตัวราคาในที่สุด
ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็วนซ้ำรอยเดิมด้วยการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุน จนฐานะติดลบเกิน 20,000 ล้านบาท
ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตัดสินใจตรึงดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ท่ามกลางวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง จนกองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และพุ่งขึ้นไปถึง 123,155 ล้านบาท ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2565
รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รับมรดกหนี้นี้มาในระดับ 53,087 ล้านบาท แต่กลับส่งต่อให้รัฐบาลถัดไปที่ระดับ 109,651 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 56,000 ล้านบาทภายใน 1 ปี
รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร พลิกฟื้นสถานการณ์ได้อย่างน่าชื่นชม โดยลดหนี้กองทุนลงจาก 109,651 ล้านบาท เหลือ 22,982 ล้านบาท ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงและนโยบายสะท้อนต้นทุนมากขึ้น แต่ปมที่แก้ไม่ได้คือ LPG ซึ่งยังติดลบหนักถึง 42,942 ล้านบาท
ล่าสุดรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล กำลังเผชิญกับวิกฤตรอบใหม่ โดยในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนหลังสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ปะทุขึ้น กองทุนน้ำมันมีฐานะติดลบแล้วประมาณ 35,000 ล้านบาท
ทางออกที่รัฐบาลอนุทินเลือก
ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากราคาโลก จากกองทุนที่เลือดออก และจากประชาชนที่รู้สึกถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล เลือกเดินในทิศทางที่แตกต่างจากรัฐบาลหลายชุดก่อนหน้า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ใช้กลไกการตรึงราคาแบบถ้วนหน้าอีกต่อไป เพราะการทำเช่นนั้นสร้างความบิดเบือนในระบบเศรษฐกิจและสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น
แทนที่จะอุดหนุนทุกลิตรที่ขาย รัฐบาลวางแผนมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ประกอบด้วยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.4 ล้านคน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวประมงที่จะได้รับการส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 และกลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐพร้อมมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ล่าสุดที่ประชุมครม.นัดพิเศษ วันที่ 26 มีนาคม 2569 มีมติให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อคน เป็น 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน รวมทั้งอนุมัติมาตรการช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME พร้อมเพิ่มรายการสินค้าควบคุมเพื่อดูแลค่าครองชีพ
ตรึงดีเซลราคาถูกบทเรียนราคาแพง วนซ้ำในวงจรเดิม
ข้อมูลปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 พิสูจน์บทเรียนที่นักเศรษฐศาสตร์รู้กันมานานแล้วว่า เมื่อราคาสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ผู้บริโภคจะใช้มากกว่าที่ควร และผู้ฉวยโอกาสจะเข้ามาในระบบ
ดีเซลที่ขายในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงกว่า 26 บาทต่อลิตร ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ดีขึ้น แต่กลับทำให้ปริมาณการใช้พุ่งสูงผิดปกติ กองทุนน้ำมันติดลบเร็วขึ้น และสร้างพฤติกรรมการบิดเบือนในตลาดที่ยากจะแก้ไขในภายหลัง
ขณะที่ Jet A1 ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนน้อยกว่า กลับมีปริมาณการจำหน่ายที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดทั้งเดือน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18.66 ล้านลิตรต่อวัน ไม่มีการพุ่งสูงผิดปกติเหมือนดีเซล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อราคาสะท้อนต้นทุนมากขึ้น พฤติกรรมการใช้ก็จะมีเหตุมีผลมากขึ้นตามไปด้วย
กองทุนน้ำมันที่ติดลบแต่ละบาท ล้วนต้องถูกชำระคืนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินเพิ่มจากน้ำมันในยามที่ราคาโลกลดลง การขึ้นราคาอย่างกะทันหัน หรือการใช้เงินภาษีประชาชนไปจ่ายหนี้
วิกฤตในเดือนมีนาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่คือการทดสอบว่าประเทศไทยจะยังคงวนซ้ำในวงจรเดิมที่ทำมากว่า 20 ปีหรือไม่ นั่นคือ ตรึงราคา สะสมหนี้ รอราคาโลกลด แล้วเก็บเงินใช้หนี้ ก่อนวนซ้ำในรอบถัดไป
ตัวเลขในเดือนมีนาคม 2569 บอกเราชัดเจนว่าต้นทุนของการตรึงราคาไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีกองทุน แต่คือพฤติกรรมการบริโภคที่บิดเบือน เป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบค้าน้ำมันข้ามพรมแดน และเป็นสัญญาณเตือนว่าหากไม่ปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็จะยังคงจ่ายราคาแพงในระยะยาว แม้ว่าราคาที่ปั๊มจะดูถูกก็ตาม





