
ครม.นัดพิเศษ เคาะเยียวยาน้ำมันแพง เติมเงินบัตรสวัสดิการ สั่งคลังลดภาษี
ครม.นัดพิเศษ เคาะมาตรการเยียวยาน้ำมันแพง เติมเงินบัตรสวัสดิการ เพิ่ม 100 บาทเป็น 400 บาท 1 เดือน สั่งคลังสรุปลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชงครม.ใหม่ พร้อมขึ้นบัญชีสินค้าควบคุม 7 รายการ ทั้งเม็ดพลาสติก น้ำดื่ม ซอสปรุงรส พร้อมคุมราคา หากขอขึ้นต้องแจ้งพาณิชย์ก่อน
KEY
POINTS
- ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
- เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อคน เป็น 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน
- อนุมัติมาตรการช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME พร้อมเพิ่มรายการสินค้าควบคุมเพื่อดูแลค่าครองชีพ
26 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เรื่อง แนวทางด้านพลังงานเพื่อดูแลประชาชน ภายหลังราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรวันนี้ ว่า ที่ประชุมครม.นัดพิเศษ เห็นชอบมาตรการดูแลผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น พร้อมรับทราบการประเมินสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง
"เข้าใจดีว่าวันนี้แม้ว่าเรายังอยู่ในระหว่างที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ว่าเราสามารถใช้กลไกเครื่องมือต่างๆ ในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ อันไหนกฎหมายที่ติดข้อจำกัดให้ทางกฤษฎีกาได้ช่วยพิจารณาว่า ภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ เราสามารถมีกลไกออกมาตรการใดๆ ที่ช่วยประชาชน ก็ให้สามารถดำเนินการได้เลย โดยการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายและให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้เสนอมาตรการวันนี้" นายเอกนิติ กล่าว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงคลังได้เสนอครม. เห็นชอบมาตรการเร่งด่วน 7 เรื่องดังนี้ 1. ครม.เห็นชอบให้กระทรวงคลังกลับไปพิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตว่าจะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม ก่อนให้กระทรวงคลังกลับไปพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้มาเสนออีกครั้ง
2.การดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครม.เห็นชอบการเติมเงินในการใช้จ่าย เพื่อสินค้าอุปโภคบริโภค จากเดิมวงเงิน 300 บาทต่อเดือนต่อคน เพิ่มให้อีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 1 เดือนระหว่างที่เป็นรัฐบาลรักษาการและเมื่อมีรัฐบาลทางการจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยใช้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท
3.มาตรการดูแลผลกระทบกลุ่มขนส่งทั้งกลุ่มรถบรรทุกและกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงกลุ่มที่เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วย
4.การช่วยเหลือภาคเกษตรกร เช่น ลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร การสนับสนุนให้เกิดใช้ปุ๋ยทางเลือกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า
5.การช่วยเหลือกลุ่มของประมง จะบรรเทาผลกระทบได้ด้วยการใช้น้ำมัน B20
6.กลุ่มที่เป็นผู้สัญญากับภาครัฐ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง สามารถเดินเครื่องจักรได้ เพื่อไม่ให้การส่งมอบงานอาจเกิดความล่าช้า โดยอาจพิจารณาการขยายระยะเวลาตรวจรับงาน และการชดเชยค่า K
7.มาตรการดูแลกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ SME กระทรวงการคลังโดยธนาคารออมสิน จะเตรียมวงเงินซอฟต์โลนเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับเพื่อเสริมสภาพคล่อง
"มาตรการทั้งหมดจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยจากนี้จะเสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อพิจารณาก่อน เพราะมีการขอใช้งบประะมาณจากงบกลางด้วย" ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว
ขึ้นบัญชีสินค้าควบคุม 7 รายการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบให้มีการทบทวนและเพิ่มเติมรายการสินค้าที่ต้องดูแลเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการอนุมัติเพิ่มสินค้าควบคุมเข้ามาอีก 7 รายการ
ทั้งนี้ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ส่งผลให้ปัจจุบันมีรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลรวมทั้งสิ้น 66 รายการ ซึ่งกลุ่มสินค้าที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้นเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยตรง อาทิ เมล็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรสต่างๆ เช่น น้ำปลาและซีอิ๊ว
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้ปรับเพิ่มระดับความเข้มข้นของมาตรการดูแลสินค้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับตามความเหมาะสม โดยในระดับที่เข้มข้นที่สุดคือกลุ่มสินค้าที่หากผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาจะต้องดำเนินการขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนเท่านั้น ซึ่งเดิมมีสินค้าในกลุ่มนี้จำนวน 8 รายการ ได้แก่ ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง และนมเหลว
อย่างไรก็ดีจากการพิจารณาล่าสุดได้มีการขยับรายการสินค้าบางประเภทขึ้นมาอยู่ในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาเพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันปาล์ม รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภคที่จำเป็นอย่างกระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ทั้งในรูปแบบก้อนและแบบเหลว
ทั้งนี้เพื่อให้กระทรวงสามารถบริหารจัดการต้นทุนและกลไกราคาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยปัจจุบันได้มีการหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกฝ่ายยังยืนยันความพร้อมในการดูแลสต็อกสินค้าจำเป็นให้เพียงพอต่อความต้องการ
ส่วนการดูแลภาคเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานประสานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปุ๋ยซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากกลุ่มปิโตรเคมีและมีความเชื่อมโยงกับราคาพลังงาน
ขณะเดียวกันจากการเจรจากับสมาคมปุ๋ยพบว่าปัจจุบันมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือนเมษายน และกำลังอยู่ระหว่างการหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาด
แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบใหม่จะมีราคาที่แตกต่างไปจากเดิม แต่รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรและชาวประมงไว้แล้ว พร้อมกันนี้ยังมีการส่งเสริมการปรับสูตรปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับการแก้ปัญหาค่าครองชีพในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการไทยช่วยไทย โดยร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและผู้ประกอบการรายใหญ่ นำสินค้าราคาพิเศษส่งตรงไปยังผู้ค้าปลีกและค้าส่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดค่าครองชีพเฉพาะจุดในพื้นที่ที่มีความเปราะบาง ซึ่งจะทำงานเชื่อมโยงกับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจจับสถานการณ์อย่างเข้มงวด หากพบการกักตุนสินค้าหรือการจำหน่ายในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล จะดำเนินการตามกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอย่างเต็มที่ โดยประชาชนที่พบเห็นการกระทำผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ผ่านสายด่วน 1569
แรงงานรายงานสถานการณ์น้ำมัน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีแนวโน้มยุติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน เช่น เวียดนามและกัมพูชาประมาณ 47 บาทต่อลิตร ลาว 64 บาทต่อลิตร ฟิลิปปินส์ 40 กว่าบาทต่อ ลิตร และสิงคโปร์กว่า 70 บาทต่อ ลิตร ขณะที่ไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา โดยปัจจุบันอุดหนุนดีเซลประมาณ 4 บาทต่อลิตร ส่งผลให้กองทุนมีเงินไหลออกประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อวัน และมีสถานะติดลบรวมประมาณ 38,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนรวมถึงลดแรงจูงใจในการลักลอบและเก็งกำไรจากส่วนต่างราคากับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านปริมาณน้ำมัน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาขาดแคลนโดยโรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซลเต็มกำลังประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และมีการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพิ่มเติมอีกประมาณ 10 ล้านลิตร ทำให้ปริมาณจ่ายน้ำมันจริงอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตร ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ในภาวะปกติที่อยู่ราว 67 ล้านลิตรต่อวัน อีกทั้งได้ปรับระบบการกระจายน้ำมัน โดยให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่) ส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าน้ำมันรายย่อย (Jobber) มากขึ้น ทำให้การกระจายเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งแบบพุ่งเป้า
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลจะใช้มาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า โดยเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์รับจ้าง การช่วยเหลือจะอิงจากข้อมูลการใช้งานจริง โดยใช้ระบบ GPS และโอนเงินสนับสนุนผ่าน PromptPay ให้กับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่มีระบบติดตาม เช่น รถโดยสารขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะต้องลงทะเบียนเข้าสู่ระบบก่อน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งสาธารณะ และกำหนดจุดเติมน้ำมันเฉพาะสำหรับรถโดยสารในทุกจังหวัด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำมันของประชาชนทั่วไป และให้มั่นใจว่าระบบขนส่งจะสามารถให้บริการได้อย่างเพียงพอ
หวังราคาไม่พุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์ประชาชนเข้าคิวรอเติมน้ำมันจำนวนมากบริเวณสถานีบริการ แม้ในภาพรวมปริมาณน้ำมันจะยังเพียงพอ แต่ปัญหาหลักเกิดจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ แตกต่างจากภาวะปกติ ส่งผลให้ระบบการกระจายเกิดความตึงตัว โดยในช่วงแรก ผู้ค้าน้ำมันได้เร่งส่งน้ำมันเข้าสถานีบริการเป็นหลัก ทำให้ฝั่งจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่ง) ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กและภาคอุตสาหกรรม ได้รับน้ำมันไม่เพียงพอ
ประกอบกับโครงสร้างราคาที่จ๊อบเบอร์ได้รับน้ำมันในราคาสูงกว่าหน้าปั๊ม ส่งผลให้ลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและผู้ค้าส่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดค้าส่งและค้าปลีกไหลมารวมกันที่หน้าสถานีบริการ เกิดความแออัด ส่งผลต่อเนื่องให้หัวจ่ายไม่เพียงพอ การขนส่งไม่ทัน และเกิดภาพความโกลาหลในหลายพื้นที่
ส่วนแนวทางแก้ไขของภาครัฐในขณะนี้ คือการจัดระบบใหม่และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่และโรงกลั่น) รวมถึงจ๊อบเบอร์กว่า 200 ราย ต้องรายงานข้อมูลทุกวัน ว่าได้รับหรือผลิตน้ำมันเท่าใด และจำหน่ายไปที่ใด ปริมาณเท่าใด
โดยส่งข้อมูลเข้าสู่กรมธุรกิจพลังงานมาตรการดังกล่าวจะทำให้สามารถติดตามเส้นทางน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปลายทางได้อย่างชัดเจน ลดข้อสงสัยเรื่องน้ำมันขาดหรือการกักตุน และช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดสรรน้ำมันใหม่ ให้กระจายไปยังทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการในระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์
ทั้งนี้ หากการกระจายเป็นไปตามระบบ และไม่มีการนำไปใช้ผิดประเภทหรือกักตุน จะทำให้ระบบน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล และสามารถรองรับความต้องการใช้ของประชาชนได้อย่างเพียงพอในระยะถัดไป
นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามที่จะตรึงราคาไว้ที่ 33 บาท แต่ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงและมีการลักลอบรวมถึงการกักตุนเก็งกำไร ทำให้น้ำมันที่ผลิตเข้าระบบประมาณ 86 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าปกติ 20% นั้นหายไปจากการใช้งานหรือการเก็บสำรอง มาตรการทางราคาจึงมีความจำเป็น และเมื่อมองประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่ามาเลเซียอยู่ที่ลิตรละ 45 บาท ฟิลิปปินส์ 60 บาท สิงคโปร์ 100 บาท แม้แต่พม่าและลาวก็อยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 70 บาทแล้ว
"รัฐบาลไม่ได้อยากให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจึงพยายามตรึงราคามาตลอด ส่วนราคาจะพุ่งไปถึง 50 บาทหรือไม่นั้นไม่สามารถตอบได้ เพราะอาจจะลดลงมาทันทีหากสงครามหยุดลง ดังนั้นราคาจากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์ดีขึ้นหรือมีการลดภาษีลง ราคาก็จะปรับลดลงตามไป" นายประเสริฐ ระบุ





