
รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต
เปิดประวัติ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง แม่ทัพทีมเศรษฐกิจ รัฐบาล ‘อนุทิน’ 2 โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต ฟื้นเชื่อมั่นประเทศ
การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตำแหน่งหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถูกวางตัวให้ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รับหน้าที่ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางโจทย์ท้าทายทั้งในและต่างประเทศ
การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสานต่อนโยบายเดิม แต่เป็น “ภารกิจ 4 ปี” ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้แรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน
เส้นทาง 'นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง' สู่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ในแง่ประวัติและเส้นทางอาชีพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตรงที่เติบโตจากระบบราชการกระทรวงการคลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก่อนคว้าทุนรัฐบาลศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Illinois at Urbana-Champaign และปริญญาเอกจาก Claremont Graduate University ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระดับประเทศ
หลังสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในภาคเอกชน ก่อนเข้าสู่ราชการในกระทรวงการคลัง และค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในสายงานเศรษฐกิจการคลัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบริหารองค์กร โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ โฆษกกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งอธิบดีของหน่วยงานหลักระบบการคลังไทย ได้แก่
- กรมสรรพากร
- กรมสรรพสามิต
- กรมธนารักษ์
นอกจากประสบการณ์ภายในประเทศแล้ว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยังมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการดำรงตำแหน่งด้านเศรษฐกิจการคลังในต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และโครงการความร่วมมือด้านภาษีระหว่าง OECD และ UNDP
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มีมุมมองเชิงเปรียบเทียบและเข้าใจบริบทเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายในยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ทิ้งชีวิตราชการ รับโจทย์กู้เศรษฐกิจ
จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตราชการเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจลาออก ทั้งที่เหลือเวลากว่า 6 ปีในเส้นทางราชการ และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ “Technocrat” ที่ก้าวเข้าสู่การกำหนดนโยบายในระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต้องการการตัดสินใจเชิงรุก และการบริหารเชิงบูรณาการ
'Quick Big Win' จุดสตาร์ทฟื้นเศรษฐกิจ
ผลงานในช่วงสั้นของรัฐบาลก่อนหน้า กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยได้ผลักดันมาตรการ “5 เสาหลัก 1 ฐานราก” หรือ “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเร่งรัดการลงทุน และการรักษาวินัยการคลังผ่านการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้กว่า 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน
โจทย์ใหญ่ 4 ปี ฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลาง 'โลกผันผวน'
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะ 4 ปีข้างหน้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดด้านวินัยการคลังของประเทศ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
ภายใต้กรอบนโยบาย “10 Plus” ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเตรียมผลักดัน จะมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การเร่งรัดการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการยกระดับทักษะแรงงานและระบบการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่เพียงในมิติของการออกแบบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ภายใต้ความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
ภารกิจ 4 ปีจากนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่






