
ราคายาง พุ่งแรงรอบ 3 ปี "บิ๊ก กยท." เตือนอย่ากักตุน เสี่ยงราคาพลิก
"บิ๊ก กยท." เผยราคายางพาราทุบสถิติรอบ 3 ปี ชี้ "น้ำยางสด" พุ่งแรงแซงยางแผ่นรับออเดอร์ถุงมือยาง เตือนเกษตรกรเร่งระบายสต็อกรับฤดูเปิดกรีดใหม่ มองราคายางยังขึ้นได้ แต่ไม่ถึง 100 บาท
KEY
POINTS
- ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยเฉพาะราคาน้ำยางสดที่พุ่งสูงถึง 85 บาทต่อกิโลกรัมจากความต้องการของโรงงานถุงมือยาง
- การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตือนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไม่ควรกักตุนยางพาราเพื่อเก็งกำไร เนื่องจากราคามีความผันผวนสูง
- ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาปรับตัวลดลงคือผลผลิตใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเปิดกรีด และสถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอน
นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบันว่า ราคายางในช่วงนี้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถทำลายสถิติสูงสุดของปี 2567 โดยภาพรวมราคายางทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นกว่าปี 2567 ประมาณ 4-5% และถือเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคายางในระยะสั้นนี้อาจยังไม่พุ่งสูงไปถึงแตะระดับ 100 บาท เนื่องจากปัจจัยด้านสงครามที่ทำให้ตลาดบางส่วนหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทน รวมถึงข้อกำหนดด้านมาตรฐานโปรตีนในสหรัฐอเมริกา
ชี้ "น้ำยางสด" ราคาพุ่งรับออเดอร์ถุงมือยาง
นายโกศลระบุว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติของกลไกราคาที่ "น้ำยางสด" มีราคาสูงแซงหน้า "ยางแผ่นดิบ" โดยราคาน้ำยางสดดีดขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 85 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่ายางแผ่นประมาณ 2-3 บาท ซึ่งตามหลักเกณฑ์ปกติแล้วน้ำยางสดควรจะมีราคาต่ำที่สุดเพราะยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือรมควัน สาเหตุสำคัญเกิดจากการขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงานผลิตน้ำยางข้นและโรงงานผลิตถุงมือยางที่ต้องเร่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อส่งมอบสินค้าตามออเดอร์ล่วงหน้าในอีก 2 เดือนข้างหน้า
“น้ำยางสดต่างจากยางแห้งตรงที่กักตุนได้ยาก ต้องมีแทงค์เก็บและใส่สารกันบูด ทำให้โรงงานต้องเร่งซื้อเข้าสู่กระบวนการผลิตทันที ส่งผลให้ราคาน้ำยางสดขยับขึ้นวันละ 50-60 สตางค์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่ผู้ประกอบการพอใจมากกว่าการพุ่งพรวดพราด เพราะสามารถคำนวณต้นทุนออเดอร์ล่วงหน้าได้แม่นยำกว่า”
เตือนเกษตรกรเร่งระบายสต็อก-อย่ากักตุน
กยท.ได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรว่า ไม่ควรตัดสินใจกักตุนยางไว้ในสต็อกจำนวนมากเพื่อรอกำไรสูงสุด เนื่องจากสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอน และขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเปิดกรีดในช่วงต้นฤดูฝนแล้ว ตามหลักจิตวิทยาเมื่อมีวัตถุดิบใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเปิดกรีด ราคามักจะมีการย่อตัวลงมา
“อยากให้เกษตรกรระบายยางเดิมที่มีอยู่ออกไปก่อน ทั้งยางถ้วยและยางในสหกรณ์ เมื่อมีกำไรที่พอเหมาะควรรีบขาย อย่าไปคาดหวังกำไรที่สูงเกินไปจนอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารงานสหกรณ์หรือต้องเจ็บตัวหากราคาย่อตัวลงในอนาคต”
ส่องภาพรวมตลาดโลก-มาตรการลดต้นทุนปุ๋ย
สำหรับภาพรวมตลาดโลก นายโกศล กล่าวว่าปัจจุบันความต้องการใช้ยางและกำลังการผลิตยังมีความใกล้เคียงกัน โดยมีส่วนต่าง (Gap) อยู่เพียงประมาณ 500,000 ตัน จากปริมาณการผลิตทั่วโลกกว่า 15 ล้านตันเศษ แต่ในระยะยาว 5 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ยางอาจพุ่งสูงถึง 20 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่จูงใจให้เกษตรกรยังคงพื้นที่ปลูกยางพาราต่อไป
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมี 70% ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ 30% โดย กยท. ได้นำวัตถุดิบส่วนเกินอย่าง "ปลาหมอคางดำ" จำนวน 3 ล้านตัน และ "น้ำนมดิบ" อีก 1 ล้านตัน มาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำอะมิโนเพื่อจำหน่ายผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิตแล้ว ยังเป็นการช่วยบริหารจัดการสินค้าเกษตรส่วนเกินในระบบอีกด้วย







