
ทรัมป์ ยังมีหมัดเด็ด งัดกม. 4 มาตรา เก็บภาษีใหม่ได้ แม้แพ้คดีศาลสูงสุดสหรัฐ
ทรัมป์ ยังมีหมัดเด็ด สามารถ งัด 4 มาตรากฏหมายอื่นๆ มาใช้จัดเก็บภาษีทั่วโลกได้ แม้ว่าศาลสูงสุดของสหรัฐฯตัดสิน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ในการกำหนดภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ
ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เพียงแค่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเครื่องมือหนึ่งไป แต่ยังมี ‘เครื่องมืออื่นๆ อีกหลายตัวเลือก’ ที่ทรัมป์ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มภาษีได้ โดยระบุว่า
แม้ว่าศาลสูงสุดของสหรัฐฯจะตัดสินว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ เพราะกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายปี 1977 ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ
การที่ทรัมป์กำหนดมาตรการภาษีตอบโต้ Reciprocal ใน Liberation day ภายใต้ IEEPA จึงไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้น ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาก่อน เอาเข้าจริง ที่ผ่านมารัฐสภาได้มอบอำนาจทางการค้าหลายประการให้แก่ฝ่ายบริหารมาหลายปีแล้ว
แต่จากแถลงการณ์ของทรัมป์ ดูเหมือนเค้ายังไม่ละทิ้งสงครามภาษี ไม่ละทิ้งนโยบายการค้าระหว่างประเทศเดิม
รัฐบาลอาจหันไปใช้มาตรการทางภาษี หรือการตั้งกำแพงการค้าอื่นๆเพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป
เปิดกม.4 มาตรา ทรัมป์ ใช้เป็นเครื่องมือ เก็บภาษีทั่วโลกได้ แม้แพ้คดีศาลสูงสุดสหรัฐ
ชาวโลกอย่าเพิ่งดีใจ การดำเนินกลยุทธ์ทางภาษียังมีอยู่ต่อไป เพราะทรัมป์ยังสามารถมีอำนาจในการกำหนดภาษีได้โดยนำ กฎหมายอื่นๆมาใช้เช่น
- มาตรา 232 Trade Expansion Act of 1962
หากมีสินค้านำเข้าบางประเภทที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ประธานาธิบดีสามารถตรวจสอบและตัดสินใจว่าจะกำหนดภาษีหรือนำมาตรการทางการค้าอื่น ๆ มาใช้กับสินค้าเหล่านั้นหรือไม่
- มาตรา 301 The Trade Act 1974
กฎหมายนี้อนุญาตให้ USTR ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดี ทำการสืบสวนและดำเนินการกับพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศ
- มาตรา 122 The Trade Act 1974
กฎหมายนี้อนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาโดยรัฐสภา) โดยอ้างอิงจากกรณีที่สหรัฐฯ มีการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศในระดับ "มากและร้ายแรง"
- มาตรา 338 Tariff Act 1930 (Smoot-Hawley Tariff)
กฎหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าสินค้า หลังจากที่คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ พบว่าประเทศใดประเทศหนึ่งได้เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐฯ
ถ้าจะพูดกันง่ายๆคือ คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯเพียงแค่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเครื่องมือนึงไป แต่ยังมีเครื่องมืออื่นๆ หลาย options ที่ทรัมป์ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มภาษีได้อย่าง" โน สน โน แคร์"
แถมยังทิ้งท้ายด้วยวันนี้เค้าจะลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 เพิ่มเติมจากที่เคยเก็บปกติ และก็ให้มีผลในทันที

