
ทรัมป์ ไม่หยุดประกาศงัดมาตรา 122 เก็บภาษีใหม่ทั่วโลก 10 % หลังแพ้คดีศาลสูงสุด
ทรัมป์ ประกาศงัดมาตรา 122 เก็บภาษี ศุลกากรทั่วโลก 10 % หลังแพ้คดีศาลสูงสุด สหรัฐตัดสิน ให้การเก็บภาษีแบบตอบโต้ของทรัมป์เป็นโมฆะ เพราะขัดกับกฎหมาย
วันนี้(วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569) ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันวานนี้ ว่า เขาจะลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากร "ทั่วโลก" ใหม่ในอัตรา 10% ทรัมป์แถลงข่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าแบบ "ตอบโต้" ทั่วโลกของเขา ซึ่งถือเป็นการตีกลับครั้งใหญ่ต่อวาระการค้าของเขา
ทรัมป์กล่าวว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” พร้อมให้คำมั่นจะลงนามเก็บภาษีทั่วโลกอีก 10 % ตามมาตรา 122 ทั้งขู่ใช้เครื่องมือทรงพลังกว่าเก่าเพื่อควบคุมการค้า
“ผมรู้สึกละอายใจกับผู้พิพากษาบางคน ลงมติคัดค้านเขาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รู้สึกละอายใจอย่างที่สุดที่พวกเขาไม่มีความกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศของเรา "ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ ยังชื่นชมผู้พิพากษา 3 คน ที่คัดค้านคำพิพากษา ในบริบทที่เขาอ้างว่า ประเทศทั้งหลายในโลกปล้นสหรัฐมาหลายปีแล้ว และเขาเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รวมถึงความไม่สมดุลทางการค้า
และภูมิใจในตัวผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ ผู้ที่คัดค้านคำตัดสิน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่เข้มงวดกว่านี้ในการกำหนดภาษีการค้าที่เขาสามารถใช้ได้หลังจากที่ศาลสูงสุด ปฏิเสธมาตรการภาษีระดับโลกครั้งใหญ่ ซึ่งเขาจะดำเนินการในทิศทางที่ “เข้มงวดกว่าเดิม” โดยอ้างถึงอำนาจของรัฐบาลกลางอื่นๆ อีกหลายข้อ
“อีกทั้งเรามีเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าเดิมที่จะกำหนดภาษีอีกครั้ง” ทรัมป์กล่าวรวมถึงการจำกัดการออกใบอนุญาตผู้ส่งออก
“วันนี้ ผมจะลงนามในคำสั่งเพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก 10% ภายใต้มาตรา 122 เพิ่มเติมจากภาษีปกติที่เราเรียกเก็บอยู่แล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
สำหรับมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศ” ซึ่งทรัมป์ไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการสอบสวนก่อน ก็สามารถบังคับใช้ภาษีได้เลย
ข้อจำกัดจากเงื่อนไขการใช้อำนาจตามมาตรา 122 คือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของสหรัฐที่ “มากและร้ายแรง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ” ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรถูกจำกัดไว้ที่ 15% และสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกิน 150 วัน ทั้งนี้ การขยายเวลาบังคับใช้ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
มาตรา 122 ไม่เคยถูกใช้มาก่อน ซึ่งศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ชี้แจงในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วว่า หากทรัมป์ต้องการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า การกระทำดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ขอบเขตของมาตรา 122 ไม่ใช่ พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (The International Emergency Economic Powers Act : IEEPA)
ผู้นำสหรัฐมีทางเลือกสำรองอย่างน้อย 5 ทางในการเรียกเก็บภาษีรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไป ทางเลือกเหล่านี้มาพร้อมกับข้อจำกัด รวมถึงข้อจำกัดด้านขั้นตอนที่มากกว่า รวมถึงมาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติขยายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ภาษีศุลกากรเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระดับของภาษีหรือระยะเวลา
อย่างไรก็ตามการแถลงข่าวดังกล่าวของทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ (ศาลสูงสุดสหรัฐ) มีคำวินิจฉัยเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาว
ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำพิพากษา 6 ต่อ 3 เสียง ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ
ศาลกล่าวว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด โดยอ้างกฎหมายว่าด้วยอำนาจฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง เพื่อนำมาใช้บังคับมาตรการภาษี “ตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (reciprocal tariffs) ต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ศาลกล่าวว่า การประกาศใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตโดยอ้างกฎหมายอำนาจฉุกเฉินของรัฐบาลกลางหรือพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (The International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) เพื่อบังคับใช้ภาษี “ตอบโต้” ทั่วโลก
รวมถึงภาษีนำเข้าที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาการค้าเฟนทานิลที่เรียกเก็บกับจีน แคนาดาและเม็กซิโก ชาติเพื่อนบ้านในทวีปอเมริกาเหนือ
โดยการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบเจาะจง ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ให้เหตุผลว่า มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาการลักลอบค้ายาเฟนทานิล
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาไม่ได้พิจารณาว่า ผู้นำเข้าสินค้ามีสิทธิได้รับเงินคืนมากน้อยเพียงใด โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นล่าง ในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว
หากมีการอนุญาตให้คืนเงินเต็มจำนวน มูลค่าการคืนภาษีอาจสูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดที่มาตรการภาษีของทรัมป์จัดเก็บได้
ด้านทำเนียบขาว ระบุว่า จะรีบหามาตรการอื่นมาทดแทน โดยใช้อำนาจทางกฎหมายอื่น ๆ แม้ว่าทางเลือกสำรองเหล่านั้นมักจะมีขั้นตอนซับซ้อนมากกว่า หรือมีขอบเขตจำกัดกว่าการใช้อำนาจในวงกว้าง ที่ทรัมป์เคยอ้างภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ก็ตาม

