thansettakij
ผ่าเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจปี 69 ฝากความหวังงบประมาณ-งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ผ่าเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจปี 69 ฝากความหวังงบประมาณ-งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

16 ก.พ. 2569 | 08:41 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 08:46 น.

สศช. ฝากความหวังงบประมาณ และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ เป็นเครื่องยนต์หลักประคองเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 2% โดยเฉพาะกรณีงบประมาณแผ่นดินปี 2570 เกิดความล่าช้า

KEY

POINTS

  • สภาพัฒน์ ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวตามการส่งออก แต่จะได้รับแรงหนุนสำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
  • รัฐบาลตั้งกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 2.45 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2.22 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะงบลงทุนที่ขยายตัวถึง 18.2%
  • งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจถูกวางเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีการเบิกจ่าย 92,000 ล้านบาทในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพื่อรองรับกรณีงบประมาณปี 2570 ล่าช้า

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างช้า ๆ ตามการลดลงของแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการขยายตัวของอุปสงค์ภาครัฐตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณ

เช่นเดียวกับการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนตามการเพิ่มขึ้นของเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของการก่อสร้างภาคเอกชน ภายใต้ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจการเงินโลก ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และเงื่อนไขทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปี 2569 มี 4 เรื่องหลัก คือ การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจากมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ช่วยอำนวยความสะดวก การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐที่งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% การฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคการเกษตรจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่สูงเกือบ 100%

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ต้องจับตานั่นคือการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐบาล ดังนี้

1. กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่วงเงิน 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1.80 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.6%) และรายจ่ายลงทุน 6.49 แสนล้านบาท (ขยายตัว 14.8%)

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายที่คาดไว้ในกรณีฐานสำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ 90.6% แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 98% และรายจ่ายลงทุน 70% ตามลำดับ ส่งผลให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 2.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 1.76 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.3%) และรายจ่ายลงทุน 4.54 แสนล้านบาท (ขยายตัว 18.2%)

2. กรอบงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมประจำปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 2.09 แสนล้านบาท ลดลง 8% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 3.03 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 1.78 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 4.2% และลดลง 9.8% ตามลำดับ 

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในกรณีฐานคาดว่าจะมีความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณ 1 ไตรมาสจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 คาดว่าจะมีการเบิกจ่าย 20.3% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน เบิกจ่าย 25.8% และ 4.5% ตามลำดับ 

3. งบประมาณภายใต้รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง วงเงินรวม 130,955 ล้านบาท ที่คาดว่างบประมาณในส่วนที่เหลือประมาณ 43,482 ล้านบาท จะมีการเบิกจ่ายภายในครึ่งแรกของปี 2569

นายดนุชา กล่าวว่า งบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ นั่นคือ งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยตามประมาณการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 (ตุลาคม-ธันวาคม)ประเมินว่า จะมีวงเงินที่สามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ประมาณ 92,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็น่าจะมีส่วนช่วยในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวได้ในกรณีที่งบประมาณแผ่นดินปี 2570 เกิดความล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ สศช.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยใหม่ ในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2 – 2.2% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 1.7% คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 2% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง (-0.3%) - 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP